| | ต่าง Gen ต่างวัย หลายความคิด ก็ทำงานร่วมกันได้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในยุคปัจจุบันนี้ องค์กรส่วนใหญ่มีพนักงานที่ทำงานในองค์กรครบทุก Generation ไม่ว่าจะเป็น… Baby Boomer (พ.ศ. 2489 - 250) ซึ่งส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร Generation X (พ.ศ. 2508-2522) ก็น่าจะดำรงตำแหน่งในระดับผู้บริหารระดับสูง และระดับกลางขององค์กร Generation Y (พ.ศ. 2523 - 2540) ส่วนใหญ่แล้วตอนนี้มักจะอยู่ในตำแหน่งงานที่อยู่ในระดับ หัวหน้าทีม รุ่นพี่ในที่ทำงาน Generation Z (พ.ศ. 2540 ขึ้นไป) เป็นกลุ่มพนักงานที่เพิ่งเข้ามาทำงานกับองค์กร เป็นคนรุ่นใหม่ ที่กำลังทยอยเข้ามาสู่ตลาดแรงงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมีสัดส่วนในที่ทำงานมากกว่า 20% ในปี 2566 จะเพิ่มเป็น 25% และเป็นคนรุ่นใหม่ที่หลาย ๆ องค์กรต่างก็ให้ความสำคัญในการดึงดูด และรักษาไว้
Generation Gap ถือเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร เนื่องจากต่าง Gen ต่างวัย หลายความคิด ส่งผลให้คนในองค์กรมีพฤติกรรม ความคิด ความเชื่อ และรูปแบบในการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งความต่างนั้นสามารถเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือความหลากหลายจะเป็นขุมพลังแห่งความคิด ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากมาย ข้อเสียก็คือความคิดบางอย่างของคนแต่ละช่วงวัยอาจแตกต่างกันเกินไป
การทำงานเป็นทีมถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในองค์กร เพราะไม่มีใครสามารถที่จะทำงานด้วยตัวคนเดียวได้ ในปัจจุบันพนักงานมาจากต่าง Gen ซึ่งคนเหล่านี้ล้วนมาจากต่างที่มา ต่างความคิด และต่างประสบการณ์ แต่ต้องมาทำงานร่วมกัน โดยมีโจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้คนที่มาจากต่าง Gen ทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้
การทำงานเป็นทีมคนที่สำคัญที่สุดก็คือหัวหน้า เพราะหัวหน้าต้องทำหน้าที่ในการจัดสรรว่าใครควรจะอยู่ที่ไหน และทำงานอะไร ที่สำคัญคือการเป็น Facilitator ที่คอยเชื่อมคนทำงานเข้าด้วยกัน ช่วยให้คนในทีมแสดงผลงานได้ดีที่สุด โดยทำให้ทีมมีอุปสรรคในการทำงานน้อยที่สุด นอกจากนี้ การพูดคุยกัน การให้เกียรติกัน และการมองภาพที่เป้าหมายเดียวกัน จะช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี อีกทั้งส่งผลให้งานมีประสิทธิภาพในทุกมุมมองอีกด้วย
|
| | 5 ข้อดีของการฝึกอบรมออนไลน์ หากมองไปรอบ ๆ ตัว คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้เป็นยุคของโลก “เทคโนโลยี” ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ ความเป็นอยู่ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปโดยอัตโนมัติ หลายองค์กรก็นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของการทำงาน ไปจนถึงการฝึกอบรมพนักงาน การอบรมออนไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลาย ๆ องค์กรเลือกเพื่อพัฒนาพนักงานของตัวเอง เรามาดู 5 ข้อดีของการฝึกอบรมออนไลน์กัน 1. มีความยืดหยุ่นในการเรียน การฝึกอบรมแบบเดิม ๆ (จัด In-house หรือการส่งพนักงานไปอบรมภายนอก) พนักงานต้องหยุดงานเพื่อไปอบรม เมื่อกลับมาก็ต้องสะสางงานที่ต้องทำในช่วงที่ไปอบรม ทำให้ไม่สามารถนำความรู้ที่ได้อบรมมาใช้กับงานได้ทันทีและอาจหลงลืมเนื้อหา แต่การอบรมออนไลน์จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า สามารถลดข้อจำกัดข้างต้นได้เพราะพนักงานสามารถเรียนได้ทุกทีทุกเวลา (Everywhere Every Time) ไม่จำเป็นต้องเดินทางหรือหยุดงาน ซึ่งพนักงานสามารถใช้เวลาว่างจากการทำงานมาเรียนได้ 2. ลดค่าใช้จ่าย การจัด In-house หรือการส่งพนักงานไปอบรมภายนอกมักจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง (ค่าวิทยากร ค่าเดินทาง ค่าสถานที่ ค่าอาหาร ฯลฯ) การอบรมออนไลน์จะช่วยให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งในปัจจุบันเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม แอพพลิเคชันต่าง ๆ ได้ถูกพัฒนาให้รองรับการใช้งานกับทุก ๆ อุปกรณ์ เพียงเชื่อมต่อผ่านอินเตอร์เน็ตพนักงานก็สามารถอบรมออนไลน์ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ สามารถเรียนหรือทบทวนได้ ซึ่งต่างจากการฝึกอบรมแบบเดิม ๆ ที่อบรมแบบครั้งเดียวจบ 3. ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประชาคมโลกต่างทยอยหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น องค์กรต่าง ๆ เองก็หันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดอย่างจริงจัง การอบรมออนไลน์จึงเป็นหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) เพราะพนักงานไม่จำเป็นต้องเดินทางไปอบรมภายนอกและไม่จำเป็นต้องทำเอกสารประกอบการอบรม ซึ่งวิธีนี้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ได้มาก เพราะการอบรมออนไลน์จะเป็นการเรียนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต 4. เนื้อหาและรูปแบบการฝึกอบรมที่เหมือนกัน การฝึกอบรมแบบเดิม ๆ อาจมีรูปแบบหรือเนื้อหาที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง ซึ่งอาจมีอารมณ์ของผู้สอนเป็นปัจจัยร่วม แต่ในขณะที่การอบรมออนไลน์จะมีการสอน การนำเสนอในรูปแบบเดียวกัน และเนื้อเหมือนกันทุกประการ ดังนั้นไม่ว่าพนักงานคนใดที่เรียนจบหลักสูตรนี้ก็จะรับความรู้เหมือนกันทุกประการ 5. ง่ายต่อการจัดฝึกอบรม การอบรมแบบออนไลน์จะช่วยให้ HR วางแผนและบริหารจัดการในการฝึกอบรมได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่ต้องรวบรวมพนักงาน ไม่ต้องจัดหาวิทยากร จัดหาสถานที่ ฯลฯ เพราะพนักงานทุกคนสามารถเรียนได้ในที่ทำงานของตัวเอง ดังนั้น HR สามารถวางแผนการพัฒนาบุคลากรแบบระยะยาวได้เลย อีกทั้งยังสามารถติดตามความคืบหน้าและวัดผลการเรียนของพนักงานได้บ่อยขึ้นผ่านออนไลน์
ทั้งหมดที่กว่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อดีของการจัดฝึกอบรมออนไลน์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการฝึกอบรมออนไลน์เหล่านี้จึงมีบทบาทสำคัญในหลาย ๆ องค์กร ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.beingguru.com/2021/09/key-benefits-of-e-learning/ |
| | กุญแจ 4 ดอกเพื่อปลดล็อกศักยภาพในตัวคุณ สมองของคุณเป็นตัวควบคุมทุกอย่าง ดังนั้น เมื่อคุณบริหารสมองให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นั่นก็หมายความว่าคุณมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากสมองเป็นตัวควบคุมตัวคุณ มันเป็นหน่วยสั่งการที่เกี่ยวข้องและควบคุมทุกอย่างที่คุณทำ กำหนดความคิด ความรู้สึก และการกระทำของคุณ การลองให้สมองได้เปลี่ยนวิธีคิดและการกระทำใหม่ ๆ ก็เหมือนคุณกำลังปลดล๊อกศักยภาพในคุณ จิม โรห์น (Jim Rohn) นักพูดสร้างแรงบันดาลใจและนักเขียนชาวอเมริกัน เชื่อว่ามนุษย์เรามีศักยภาพอันไรขีดจำกัดและได้แนะนำเคล็ดลับในการปลดล๊อกศักยภาพตัวเอง 4 ข้อ ซึ่งถ้าคุณปลดล๊อกมันได้…คุณจะพัฒนาไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน กุญแจดอกที่ 1 เปลี่ยนความเชื่อของคุณ หลาย ๆ คนไม่เชื่อว่าตัวเองสามารถเรียนรู้ และเป็นคนที่ “ฉลาด” ได้ เมื่อคุณไม่เชื่อว่าคุณทำได้ คุณก็จะไม่มีวันทำได้ จงปรับเปลี่ยนความเชื่อของคุณซะใหม่ และเมื่อคุณตัดสินใจที่จะเปลี่ยน คุณก็จะได้เปิดโลกใบใหม่และปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณได้ กุญแจดอกที่ 2 หาความรู้ให้ตรงจุดและถูกต้อง สิ่งที่คอยปิดกั้นคุณจากการเรียนรู้ก็คือการที่คุณไม่เลือกหรือไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเรียนรู้ ความรู้มาจากประสบการณ์ หนังสือ ผู้คน และแหล่งให้ความรู้อื่น ๆ เพราะฉะนั้น หาความรู้ให้ตรงจุด! คุณควรหาความรู้ที่เหมาะสมและถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูลหรือความคิดเห็น มันเป็นหน้าที่ของคุณที่จะค้นหาข้อมูลและความรู้ แล้วก็ทดสอบมัน หลังจากนั้นก็ไตร่ตรองให้ดีว่ามันคือความจริงไหม และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตคุณเพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้ไหม คุณต้องวัดและตวงหาความจริงจากสิ่งที่คุณเรียนรู้มา และเมื่อคุณทำแบบนั้น คุณก็จะปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณได้ กุญแจดอกที่ 3 กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ คนบางคนแทบจะไม่มีความสนใจในการเรียนรู้เลย ขี้เกียจ ไม่เห็นข้อดีที่ได้จากการเรียนรู้ ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้อยู่ในตัว ดังนั้นคุณจงกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ อาจจะหนักหน่อย แต่สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือเริ่มเรียนรู้จากสิ่งที่มีผลกระทบต่อชีวิตคุณในทันที อาจเริ่มจากหาความรู้เกี่ยวกับการเงินในรูปแบบใหม่ ๆ มันก็จะช่วยให้คุณสร้างรายได้ และไม่มีหนี้สิน อีกทั้งยังเป็นเหมือนไฟจุดประกายให้คุณก้าวหน้าขึ้นได้ เมื่อคุณมีความรู้เกี่ยวกับการมีปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว ความสัมพันธ์ในครอบครัวคุณก็จะเหนียวแน่นขึ้น และเป็นแรงกระตุ้นให้คุณฮึดสู้ กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ และเมื่อคุณทำแบบนั้น คุณก็จะปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณได้ กุญแจดอกที่ 4 หมั่นฝึกฝนตนเอง การเพิ่มพูนความรู้อาจหนักหน่อยและต้องใช้เวลา มันคือการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด คุณจงฝึกฝนตัวเองด้วยความขยันหมั่นเรียนรู้ด้วยความทุ่มเท เพราะไม่มีทางที่ใครจะมานำความรู้ใส่สมองคุณได้อย่างแน่นอน กระบวนการในการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ยาวนานเสมอ จริงอยู่ที่คุณสามารถเร่งให้มันเร็วขึ้นได้ แต่มันก็ยังต้องใช้การอ่าน การฟัง การทบทวน การทำซ้ำ การประยุกต์ การหาประสบการณ์ การแก้ไข และอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะทุกความสำเร็จล้วนต้องใช้เวลา ดังนั้นจงอดทน และเมื่อคุณทำแบบนั้นได้ คุณก็จะปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณได้ สมองของคุณถูกสร้างมาให้เรียนรู้ ไม่มีใครเด็กเกินหรือแก่เกินจะเรียนรู้ มาปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณกันเถอะ! ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.success.com/rohn-4-keys-to-unlock-the-power-of-your-mind/ |
| | เคล็ดลับเพื่อชีวิตที่สมดุล ด้วยสูตร “8:8:8" เราทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่หลายคนมักบ่นว่าไม่มีเวลา! ทำงานไม่ทัน! มาบริการจัดการเวลาเพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิต เพราะชีวิตเราไม่ได้มีแต่งานเพียงอย่างเดียว มาแบ่งเวลาดูแลตัวเอง และคนที่เรารักด้วยสูตร “8:8:8” กัน สูตร “8:8:8” เกิดขึ้นมานานนับร้อยปีแล้ว ตั้งแต่สมัยปี ค.ศ.1810 โดยผู้ที่คิดค้นหลักการนี้ขึ้นมาก็คือ โรเบริ์ต โอเวน (Robert Owen) นักเศรษฐศาสตร์และนักปฏิรูปทางสังคมชาวอังกฤษ ซึ่งกลายมาเป็นมาตรฐานของการสร้างสมดุลให้กับชีวิตตลอดจนการแบ่งเวลาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาจนถึงปัจจุบัน สูตร “8:8:8” เป็นการแบ่งจำนวน 24 ชั่วโมงของ 1 วัน ออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กันคือ 8 ชั่วโมงแรก: อยู่กับงานให้เต็มที่ (Work Smart) เป็นช่วงเวลาที่เราใช้สำหรับการทำงาน ซึ่งในแต่ละวันเราควรตั้งเป้าหมายและจัดลำดับความสำคัญของงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและทำงานอย่างเต็มที่ แต่ก็ควรหาเวลาพักเบรกระหว่างทำงานด้วย เช่น 1 ชั่วโมง พัก 5 นาที ไปเข้าห้องน้ำ เดินเล่น ฟังเพลง เพื่อลดความเครียดในการทำงาน 8 ชั่วโมงที่สอง: ดูแลตัวเองและครอบครัว (Quality Time) เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ของตนเอง พูดคุยทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ออกกำลังกาย ออกไปท่องเที่ยว พบปะเพื่อฝูง หรือทำงานอดิเรก 8 ชั่วโมงที่สาม: พักผ่อนให้เพียงพอ (Live Well) เป็นช่วงเวลาสำหรับการพักผ่อนและการนอน เพราะสุขภาพคนเราจะดีได้ ต้องมีการนอนหลับให้เพียงพอไม่น้อยกว่า 7 – 8 ชั่วโมง การนอนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพดีทั้งในแง่ของการฟื้นฟูพละกำลัง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ โดยเฉพาะในเรื่องการทำงานของฮอร์โมนที่จะควบคุมการทำงานของร่างกาย และยังช่วยในแง่ของการเผาผลาญพลังงานที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับอีกด้วย สูตรการบริหารเวลา “8:8:8” จะช่วยให้เราจัดสรรเวลาในด้านต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถที่จะยืดหยุ่นเวลาได้ตามไลฟ์สไตล์ของเรา ซึ่งทางที่ดีที่สุดควรให้แต่ละด้านมีเวลาเท่า ๆ กัน และเมื่อเราจัดการเวลาได้ดีแล้ว ชีวิตของเราก็จะสมดุล |
| | กฎ 10 นาที พรีเซนต์งานให้ปัง การพรีเซนต์งานเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะต่อให้คุณทำงานดีแค่ไหนแต่ไม่สามารถอธิบายหรือพรีเซนต์ให้หัวหน้าฟังหรือลูกค้ารู้ได้ว่าโปรเจคนี้เป็นอย่างไร ก็เป็นอันจบ! แต่จะดีแค่ไหน ถ้าคุณพรีเซนต์ออกมาอย่างมือโปร ได้ใจทั้งหัวหน้าและลูกค้า วันนี้ WISIMO มีเคล็บลับ “กฎ 10 นาที พรีเซนต์งานให้ปัง” มาฝากทุกคน มารู้จักกฎ “กฎ 10 นาที” กันก่อน เคยสังเกตรึเปล่า ว่าทุกครั้งที่นั่งประชุม หรือฟังการพรีเซนต์ คุณจะตั้งใจฟังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้แค่ระยะหนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หรือเริ่มอยากจะวาดรูปเล่น จากผลการวิจัยทางจิตวิทยา เรื่องระดับความสนใจของผู้ฟังกับระยะเวลาในการนำเสนอ ของ Antony Jay and Ros Jay ในปี 1996 ที่ได้ทำการศึกษาการนำเสนอที่ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 40 นาที พบว่าช่วงเวลา 10 นาทีแรก ความสนใจของผู้ฟังจะอยู่ในระดับที่สูง หลังจากนั้นระดับความสนใจจะลดลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งประมาณ 30 นาที ระดับความสนใจจะอยู่ในระดับต่ำสุด และจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อใกล้เวลา 5 นาทีสุดท้าย ซึ่งสอดคล้องกับ John Medina นักอณูชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่ได้อธิบายปรากฎการณ์นี้ ว่าเกิดจากนาฬิกาในร่างกายของเรา ที่กำหนดให้เรามีสมาธิเต็มที่ ได้ไม่เกิน 10 นาที จากนั้น ระดับความสนใจจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ผู้นำเสนอที่ดีจะต้องไม่ปล่อยให้กราฟความสนใจของผู้ฟังเกิดขึ้นแบบนี้ แต่จะต้องทำยังไง เพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังให้ได้ มาดูเทคนิคที่จะช่วยให้คุณใช้ 10 นาทีนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกัน 1. กำหนดวัตถุประสงค์และวิเคราะห์ก่อนการนำเสนอ ก่อนจะพรีเซนต์งานทุกครั้งคุณควรกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน วิเคราะห์เนื้อหาโดยการย่อยข้อมูลเป็นประเด็นสำคัญไม่เกิน 3 – 4 ประเด็น และวิเคราะห์ผู้ฟังเพื่อสร้างสื่อและวิธีนำเสนอที่เหมาะสม 2. วางโครงสร้างเนื้อหา การวางโครงสร้างเนื้อหาสามารถแบ่งอออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนเกริ่นนำ (Opening) ส่วนนี้มีความสำคัญอย่างมาก คุณจะต้องเปิดให้ดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้ฟังเชื่อถือในตัวคุณ ด้วยหลักการง่าย ๆ คือ เร้าอารมณ์ ตรงประเด็น เน้นติดตาม ส่วนเนื้อหา (Body) เป็นส่วนที่เหมาะสำหรับการนำเสนอรายละเอียดต่าง ๆ ให้ผู้ฟังได้ทราบ แต่คุณควรระมัดระวังไม่ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่าย และส่วนสรุป (Closing) ซึ่งถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณจะสร้างความจดจำ เน้นย้ำให้เห็นด้วย หรือสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับผู้ฟัง ในการวางโครงสร้างเนื้อหาคุณอาจนำเทคนิคการเล่าเรื่องมาใช้ร่วมด้วย เพราะการพรีเซนต์งานด้วยข้อมูลหนัก ๆ หรืออัดแน่นด้วยตัวเลขทางสถิติอาจทำให้คุณดูมีความรู้ มีการเตรียมการมาอย่างดี แต่จะไม่มีใครจำในสิ่งที่คุณพูดได้ ในทางกลับกันการบอกเล่าเรื่องราวโดยการสื่อด้วยน้ำเสียงที่เข้าถึงอารมณ์ด้วยการเล่าเรื่องหรือการยกตัวอย่างง่าย ๆ จะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพและจดจำได้ดีกว่า แต่ต้องเล่าให้สั้น กระชับ และตรงประเด็น ถ้าออกทะเลเมื่อไหร่ผู้ฟังก็อาจจะออกจากห้องไปด้วยเช่นกัน เมื่อคุณมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีเนื้อหาที่ย่อยข้อมูลเป็นประเด็นสำคัญไม่เกิน 3 – 4 ประเด็น มีวิเคราะห์ผู้ฟัง และมีการวางโครงสร้างเนื้อหาเรียบร้อยแล้ว ก็ลองนำ “กฎ 10 นาที” มาปรับใช้กับการ พรีเซนต์งานของคุณ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนไม่ควรพูดนานเกิน 10 นาที จากนั้นอาจเว้นด้วยการให้รับชมภาพประกอบ หรือวีดีโอ แล้วจึงนำเสนอเนื้อหาในส่วนถัดไป สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เป็นตัวช่วยให้คุณมีความกล้าพูดและพรีเซนท์งานไม่ติดขัดก็คือ “การซ้อมพูด” ไปก่อนนั่นเอง คนไหนที่ไม่มีความมั่นใจในการพูดต่อหัวหน้าหรือลูกค้า ลองซ้อมพูดหน้ากระจก หรือจำลองสถานการณ์ว่าตอนนี้คุณกำลังนำเสนองานอยู่ดู การเตรียมความพร้อมในการนำเสนอไปนั้น นอกจากจะช่วยให้คุณลดความประหม่าลงได้แล้ว ยังทำให้คุณแก้ไขเนื้อหาและสไตล์การพูดได้ดีมากขึ้นอีกด้วย และทั้งหมดนี้คือ “กฎ 10 นาที” ที่จะช่วยให้คุณพรีเซนต์งานให้ปัง
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้จากหลักสูตร : C65001 ทักษะการนำเสนอสู่ความสำเร็จ (Presentation Skills)
|
| | HR 4.0 กับความท้าทายที่ต้องเรียนรู้ หลายคนต้องเคยได้ยินมาแล้วว่า ในโลกยุค Disruptive World จะมีคนจำนวนมากที่ถูกหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ในการทำงาน หลาย ๆ อาชีพจะหมดไป ตัวอย่างเช่น อาลีบาบา (Alibaba)เริ่มมีการพัฒนาและทดลองระบบสมองกล Artificial Intelligence (AI) ในวงการแพทย์ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก็ถึงเวลาที่ต้องเพิ่มศักยภาพและใช้นวัตกรรมเพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คุณอริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ เอสอีเอซี (SEAC) ศูนย์พัฒนาผู้นำ และผู้บริหารระดับสูง เปิดเผยว่า หากเปรียบเทียบการทำการศึก “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล” (Human Resources) เป็นเหมือนแม่ทัพเงาขององค์กร ที่ต้งเก่งทั้งบุ๋น และบู๊ เพราะเป็นหน้าด่านสำคัญในการสรรหาบุคคลากรเข้าสู่องค์กร ดังนั้น ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุค 4.0 ให้ทันท่วงที ต้องเสริมศักยภาพใหม่ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดใจคนกลุ่มใหม่ ๆ เข้าสู่องค์กร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ในหลายองค์กรต่างให้ความคิดเห็นที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับองค์ความรู้ในการยกระดับ และพัฒนาบุคลากรด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้เป็น 4 ทักษะ ดังนี้ 1. Business Acumen ทุกวันนี้เศรษฐกิจมีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว กลุ่มลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรม และความสนใจตลอดเวลา องค์กรต้องทำงานด้วยความเร็ว ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ยุคใหม่ ก็ต้องอ่านเกมส์ทั้งในเรื่องบุคลากรและวัตถุประสงค์ขององค์กรได้อย่างชัดเจน ซึ่งนับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้บุคลากรในองค์กรต้องเสริมทักษะ สร้างความหลากหลาย สามารถปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ นอกจากนี้ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก็ต้องปรับเปลี่ยนการคัดสรรคอร์สการเรียนรู้เพื่อเสริมบุคลากรให้แข็งแกร่งให้เหมาะสมกับเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปนี้ “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องมีปฏิภาณทางธุรกิจ ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ด้านการดำเนินธุรกิจขององค์กร และต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง” 2. HR Technology and Data Analytics การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อค้นหาและเข้าถึงข้อมูลเฉพาะบนโลกออนไลน์นับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นคลังค้นหาข้อมูลที่อัดแน่นด้วยข้อมูลหลากหลายมิติ ต้องทำงานจากข้อมูลจริงของทั้งพนักงาน และสถานการณ์แวดล้อม เพื่อเข้าถึงความต้องการของบุคลากรในองค์กร จัดข้อมูลเพื่อให้ทีมผู้บริหารแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งใช้เครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อให้บุคลากรสนุกกับการตอบคำถาม หรือง่ายต่อการเก็บข้อมูล นั่นแปลว่าองค์กรไม่สามารถจะลงทุนแค่กับเรื่องเทคโนโลยี แต่ต้องพัฒนาทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลให้กับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ด้วย “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีให้ทันยุคเพื่อแสวงหาความต้องการของบุคลากร ต้องอ่านข้อมูลและแปลความหมายได้อย่างถูกต้อง และครบสมบูรณ์” 3. Marketing Expertise จากกระแสโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องเข้าใจสถานการณ์และความต้องการขององค์กร เพื่อที่จะคัดสรรและปรับเปลี่ยนรูปแบบการคัดสรรบุคลากรที่จะเข้าร่วมงานกับองค์กรได้อย่างเหมาะสม ต้องดูแลพนักงาน สื่อสารกับพนักงานเปรียบเสมือนลูกค้า เข้าใจ เป็นมิตร ใกล้ชิด เพื่อจะได้ศึกษา รับรู้พฤติกรรม ความต้องการ และสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานในการขับเคลื่อนองค์กรตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของการทำงานในรูปแบบเดียวกับที่ฝ่ายการตลาดใช้เครื่องมือมาร์เก็ตติ้งในการดึงดูดลูกค้า “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องขายของให้เป็น” 4. HR Agility สภาวะเศรษฐกิจที่เคลื่อนไหวรุนแรงและรวดเร็ว นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับทุกองค์กร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการเพิ่มทักษะใหม่ ๆ ในการทำงานหรือสามารถทำงานมากกว่าที่ตนเองรับผิดชอบได้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับบุคลากรคนอื่น ๆ เกิดการเรียนรู้และเสริมทักษะใหม่ ๆ ให้ได้มากที่สุด “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องพร้อมปรับตัว และสร้างความคล่องตัวให้ได้มากที่สุด” จะเห็นได้ว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญในการติดต่อทั้งภายนอกและภายในองค์กรย่อมต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว รวมทั้งติดองค์ความรู้ เสริมทักษะให้ครบเพื่อเป็นขุมพลังสำคัญให้กับองค์กรต่อไป |
| | test2 ffff |
| | บริหารเวลาง่าย ๆ ด้วย “Eisenhower Box” รอบตัวในการทำงานนั้นมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย จนหลาย ๆ ครั้งเราแทบไม่รู้ว่าเราควรที่จะลงมือแก้ปัญหาจากจุดไหนก่อนดี เพราะหลายครั้งเราไม่มีเวลามากพอที่จะจัดการปัญหาทุกอย่างได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงมือจัดการปัญหาตามลำดับความสำคัญ เราขอนำเสนอเทคนิคการใช้ “Eisenhower Box” ซึ่งเครื่องมือนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการบริหารเวลาในการทำงานได้อีกด้วย Eisenhower Box หรือ Eisenhower Matrix เป็นแนวคิดของ Dwight D. Eisenhower ประธานาธิบดีคนที่ 34 ของสหรัฐอเมริกา ที่ทำเพื่อจัดเรียงลำดับความสำคัญของการทำงานผ่านตารางทั้ง 4 ช่อง ได้แก่ งานด่วนและสำคัญ, งานไม่ด่วนแต่สำคัญ, งานด่วนแต่ไม่สำคัญ ไปจนถึงงานที่ไม่ด่วนและไม่สำคัญ หัวใจหลักของการใช้ Eisenhower Box คือการแยกความหมายระหว่างด่วนกับสำคัญ ให้ออกเพื่อจะได้รู้ว่าหน้าที่ของเราที่ได้รับมอบหมายอยู่ควรจัดการอย่างไร ด่วน คือ สิ่งที่ต้องการความสนใจทันที ต้องใช้เวลาตัดสินใจสั้น สำคัญ คือ สิ่งที่ไม่ต้องรีบแต่ก็ต้องทำสักวันในอนาคต หรืองานที่อาศัยการวิเคราะห์และความละเอียด ทำแล้วมีผลระยะยาว รวมถึงเมื่อทำเสร็จเราจะรู้สึกประสบความสำเร็จ หวังว่า Eisenhower Box ที่นำมาฝากกัน จะช่วยให้คุณสามารถจัดการตารางเวลาการทำงานและวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดภาระ และเพิ่มเวลาในชีวิตได้เยอะเลยทีเดียว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://leventje.nl/eisenhower-matrix/ https://www.spica.com/blog/the-eisenhower-matrix
|
| | 5 วิธี เอาชนะ Monday Blues พรุ่งนี้วันจันทร์!!!
เกลียดวันจัทร์ หรือ Monday Blues เป็นอาการที่แค่นึกถึงวันจันทร์ก็ไม่สบายใจแล้ว มีหลายคนเป็นโรคนี้กันจนแทบจะกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมของหลายประเทศไปเลย โรคเกลียดวันจันทร์ ไม่ต้องบำบัด แต่ต้องหาวิธีรับมือ
มาดู 5 วิธีรับมือกับอาการนี้กันดีกว่า
1. รีบเคลียร์งานบ้าน คนทำงานส่วนใหญ่ มักทำงานบ้านวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ทางที่ดี ควรรีบเคลียร์งานบ้านให้เสร็จตั้งแต่วันเสาร์ จะได้ใช้เวลาพักผ่อนแบบเต็มที่ในวันอาทิตย์ ชาร์จพลังให้พร้อมกับมาทำงานอย่างเต็มที่
2. ใช้วันหยุดพักผ่อนให้คุ้มค่าที่สุด บางคนมักจะปล่อยวันหยุดไปกับการนอนตื่นสาย หรือปล่อยเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ แต่สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกคุ้มค่าในวันหยุดคือ การทำในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า น่าจดจำ น่าประทับใจ และมีความสุขไปกับสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราควรวางแผนวันหยุดของเราเอาไว้ ว่าจะทำอะไรบ้างในวันนั้น เช่น วางแผนการไปเที่ยวกับครอบครัว หรือเพื่อนๆ แต่ถ้าไม่อยากออกไปเสี่ยงภายนอกก็อาจจะนัดทานข้าว หรือหากิจกรรมสนุกๆ ทำร่วมกันภายในบ้านก็น่าสนใจค่ะ
3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในคืนวันอาทิตย์ การเข้านอนให้เร็วขึ้นในคืนวันอาทิตย์และนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เพราะหากได้พักผ่อนไม่กี่ชัวโมง แล้วต้องมาตื่นในขณะที่ร่างกายและสมองของคุณยังไม่พร้อม การเริ่มต้นวันจันทร์ของคุณอาจเต็มไปด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า หม่นหมอง อารมณ์ไม่ดี หรือขาดความกระตือรือร้นในการทำงานได้
4. ทำลิสต์สำหรับสัปดาห์ใหม่ที่จะมาถึง สาเหตุที่หลายคนรู้สึกไม่ชอบวันจันทร์อาจเพราะว่าอะไรหลาย ๆ อย่างดูเร่งรีบไปหมด จนทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบในการทำงาน โดยเฉพาะภาระงานที่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าคุณมีการวางแผนที่ดีจดสิ่งที่ต้องทำหรือเขียนแพลนเนอร์เอาไว้ ในแต่ละวันของสัปดาห์คุณต้องทำอะไรบ้าง หรือเคลียร์งานอะไรให้เสร็จ เขียนเดดไลน์ให้ชัดเจน จะช่วยให้คุณสามารถจัดระเบียบชีวิตได้ง่ายขึ้น
5. หาแรงบันดาลใจ ลองหาแรงบันดาลใจในที่ทำงาน จะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น และทำให้วันทำงานของคุณกลายเป็นวันดี ๆ
ทั้งหมดนี้คิอ 5 วิธีการรับมือกับอาการเกลียดวันจันทร์ที่อาจจะช่วยให้ความรู้สึกที่ไม่ชอบนั้นลดลงไปได้บ้าง
ขอบคุณที่มา : https://varnam.my/featured/2022/55788/five-things-to-do-to-get-your-sundays-prepped-for-monday/ |