HIGHLIGHT ACTIVITIES




MY COURSE คอร์สล่าสุด VIEW ALL
FAVORITE COURSE คอร์สโปรด VIEW ALL
NEW COURSE คอร์สใหม่ VIEW ALL
การตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับผู้ใช้งานระบบและผู้ดูแลระบบ

วัตถุประสงค์ 1. มีความรู้ความเข้าใจในการใช้ IT อย่างถูกต้องปลอดภัย 2. มีความรู้ความเข้าใจในภัยคุกคามต่าง ๆ ในโลกของเทคโนโลยี 3. มีความรู้ความเข้าใจในแนวทางการป้องกันภัยคุกคามทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 4. มีความรู้ความเข้าใจในหน้าที่ของตนเองในการใช้งานเทคโนโลยี

การสร้าง Visual Report By Power BI Desktop

"Microsoft Power BI Desktop เป็นโปรแกรมจาก Microsoft ที่สามารถช่วยวิเคราะห์ หรือช่วยสรุปผลข้อมูลจำนวนมากได้ไม่จำกัด จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Excel File, Microsoft Access Database, SQL Server เป็นต้น และสามารถสร้างรูปแบบรายงานเชิงวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพหรือ Business Intelligence (BI) ที่เหมาะสำหรับนำมาสร้างรายงานในรูปแบบ Interactive ได้อย่างรวดเร็ว Power BI Desktop นั้นมีรูปแบบการนำเสนอข้อมูลของกราฟให้เลือกมากมาย สามารถนำไปใช้งานได้ในรูปแบบ Real Time โดยแสดงผลผ่านเว็บไซต์ และอุปกรณ์ Mobile หรือ Tablet ได้อีกด้วยทำให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว พร้อมในการวางแผนการทำงาน หรือกำหนดกลยุทธ์ และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและแม่นยำในทางธุรกิจทำให้คุณนำเสนอได้อย่างมืออาชีพ

สร้างงานนำเสนอให้โดนใจหัวหน้างาน (Excel : PivotTable and PivotChart)

สามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมากด้วย PivotTable ซึ่งได้เจาะลึกการใช้เครื่องมือที่มีใน Excel ในการวิเคราะห์ข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการจัดเรียง (Sort) การใช้ฟิลเตอร์ (Filter) ในการกรองข้อมูล การสรุปข้อมูลแบบมีเงื่อนไข (Conditional Formatting) การวิเคราะห์ข้อมูลรูปแบบแผนภูมิ (Charts) การสรุปข้อมูล (PivotTable) และตัวอย่างการใช้โปรแกรมในการวิเคราะห์ข้อมูล อันเป็นพื้นฐานแนวความคิดและความรู้ในการพัฒนาและออกแบบฐานข้อมูลทางธุรกิจ พร้อมวิธีการปรับแต่งตาราง PivotTable และ PivotChart ให้เหมาะสมกับประเภทงานที่ต้องการนำเสนอ


Recommend โพสต์แนะนำ VIEW ALL

จับ 5 สัญญาณที่บอกว่าพนักงานของคุณไม่แฮปปี้ในการทำงาน

คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้บริหารหรือหัวหน้างานส่วนมาก มักจะมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จของงาน จนบางครั้งอาจลืมนึกถึงจิตใจของลูกน้องว่าเขามีความสุขในการทำงานหรือไม่? ฉะนั้นผู้บริหารหรือหัวหน้างานก็ควรสังเกตให้ดีว่าลูกน้องของคุณมีพฤติกรรมอย่างไร อะไรเป็นสัญญาณเตือนว่าเขาไม่อยากอยู่ในองค์กรแล้ว อย่าละเลยพนักงานจนถึงวันที่เขาเดินมาบอกว่า "ขอลาออก" มาดูกันดีกว่าว่าอะไรเป็นสัญญาณเตือนบ้าง 

1. ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน

จากที่เคยเป็นพนักงานที่ทำงานดีมาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับทำงานผิดพลาดบ่อยครั้งนับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากพบว่าพนักงานของคุณกำลังตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ หัวหน้างานก็ควรเข้าไปสอบถามและช่วยเหลือหาทางแก้ไขอย่างทันทีก่อนที่จะสายเกินไป

2. มองข้ามเรื่องดีในที่ทำงาน

เมื่อพนักงานไม่มีความสุขกับการทำงานไปแล้ว ไม่ว่าจะมีเรื่องดีเรื่องใดก็ตาม เขาก็จะไม่อินและมองว่าไม่ใช่เรื่องของเขา

3. ขาดความกระตือรือร้น

พนักงานเริ่มมีความเฉื่อยชา ทำงานได้ช้าลง คุณภาพของงานก็ลดลงจนสังเกตได้ จากที่เคยทำงานด้วยความขยัน ก็เปลี่ยนเป็นไม่ใส่ใจกับงาน มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เหม่อ ใจลอย ไม่มีสมาธิ แสดงความคิดเห็นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนแล้วว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับพนักงานคนนั้นแล้ว

4. ไม่สร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ

เมื่อพนักงานเริ่มทำงานเพื่อให้ผ่านไปวัน ๆ ไม่สนใจว่างานจะออกมาดีหรือไม่ดี ขอเพียงแค่ให้มีงานส่งก็เพียงพอแล้ว นี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาไม่มีความสุขกับการทำงาน 

5. ขาดงานบ่อยจนผิดสังเกต

เมื่อพนักงานไม่มีความสุขกับการทำงาน แน่นอนว่าย่อมหาวิธีการหลีกเลี่ยงการไปทำงาน ด้วยการมาทำงานสาย กลับบ้านไว ลาป่วย หรือลากิจบ่อยมากขึ้น นั่นก็อาจหมายความว่าพนักงานคนนั้นเริ่มไม่มี Passion ในการทำงานแล้ว เขาจึงเลือกที่จะไม่มาทำงาน

ความสุขในการทำงานเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของพนักงานว่าจะอยู่ต่อหรือจะลาออก ดังนั้น ผู้บริหารหรือหัวหน้างานไม่ควรปล่อยให้การลาออกเป็นทางเลือกสุดท้าย การหยุดการลาออกของพนักงานให้ได้ผล จะต้องเข้าไปรับรู้และหาสาเหตุโดยพูดคุยกับพนักงานเพื่อรับทราบปัญหา และหาวิธีแก้ไข เพื่อให้พนักงานสบายใจ เพราะการลาออกของพนักงานหมายความว่าองค์กรอาจกำลังสูญเสียบุคลากรที่ทำงานเก่งไปก็ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://infographicjournal.com/5-signs-that-your-employees-are-unhappy/


การจดโน๊ตอย่างไรให้อ่านง่าย ทบทวนกี่ครั้งก็เข้าใจ ด้วยเทคนิค Cornell Note

ในการประชุมหลายคนอาจไม่สามารถจับประเด็นอะไรได้เลย นั่นอาจเป็นเพราะคุณให้ความความสำคัญกับรายละเอียดทุกอย่างมากเกินไป

เทคนิคการจดโน๊ตแบบ Cornell เป็นการโน๊ตที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้เข้าใจได้ง่ายเมื่อนำกลับมาอ่านอีกครั้ง  แถมยังใช้กระดาษได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

การจดโน๊ตแบบ Cornell ได้ถูกคิดค้นริเริ่มเมื่อราว ๆ ปี 1940 โดย Dr. Walter Pauk หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้ของ Cornell University และเขายังเป็นนักเขียนเจ้าของหนังสือ Best-seller อย่าง “How To Study In College” อีกด้วย ซึ่งการจดโน๊ตแบบ Cornell เป็นเทคนิคที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และงานวิจัยจำนวนมากก็การันตีว่าเป็นเทคนิคที่สามารถใช้พื้นที่ของกระดาษได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ เน้นการสังเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ แต่ก็อาจไม่ได้ผลดีนักหากคุณต้องการท่องจำ จึงมีการนำเทคนิคนี้มาประยุกต์ใช้ในสัมมนาหรือการประชุมด้วย

จุดเด่นของการจดโน๊ตแบบ Cornell นั้นคือจะมีการแบ่งสัดส่วนของหน้ากระดาษอย่างชัดเจน และนั่นจึงส่งผลให้ข้อมูลที่ถูกจดนั้นเป็นระเบียบและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

เริ่มจากการแบ่งกระดาษออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 Note-taking Area สำหรับจดทุกอย่างเท่าที่จะจดได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงประโยคยาว ๆ หรืออาจใช้สัญลักษณ์แทนเพื่อง่ายต่อการบันทึกหรือการอ่าน

ส่วนที่ 2 Cue Column สำหรับจดประเด็นสำคัญ หรือคำถามก็ได้ โดยจะเชื่อมโยงจากส่วนที่ 1 ส่วนที่ 2 นี้ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะส่วนนี้จะทำให้คุณสามารถบันทึกรายงานการประชุมได้ผ่านคำสำคัญที่ได้สรุปเอาไว้ แถมดูง่าย สบายตาอีกด้วย

ส่วนที่ 3 Summary Area สำหรับในอนาคตที่เกิดนึกถึงคำถามใหม่ ๆ หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง หรืออาจจะไปเจอความรู้ใหม่ ๆ ก็นำมาเขียนที่นี่ รวมทั้งอาจใช้เป็นพื้นที่ในการสรุปเนื้อหาก็ได้ การบันทึกในส่วนนี้จะเขียนเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่า 24 ชั่วโมง โดยเป็นการสรุปด้วยความเข้าใจในภาษาของตัวเอง

ซึ่งการจดเนื้อหาเป็นส่วน ๆ นั้น ทำให้คุณสามารถใส่ข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ และสามารถสังเคราะห์เนื้อหาที่เรียนมาผ่านการสรุปเนื้อหาทุก ๆ ครั้ง

การจดโน๊ตก็เหมือนการจัดระเบียบลิ้นชักความคิดของคุณ ทำให้คุณสามารถหยิบจับเอกสารหรือไอเดียที่ต้องการออกมาได้ง่ายมากขึ้น และยังสามารถช่วยให้คุณเรียนรู้การทำงานแบบใหม่ ๆ ส่งผลให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น แก้ปัญหาได้ดีขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้อื่นได้ดีมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายที่คุณต้องการได้

การจดโน๊ตของแต่ละคนก็จะมีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป บางคนชอบจดบนกระดาษ บางคนชอบจดในสมุดโน๊ต บางคนชอบจดหรือพิมพ์ในโทรศัพท์มือถือขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคน เราอยากให้คุณลองหาเทคนิควิธีในการจดบันทึกแบบเฉพาะของตัวเองเพื่อต่อยอดในการทำงานที่ดีขึ้น หรือคุณจะนำการจดบันทึกแบบ Cornell Note ไปปรับใช้ดูก็เป็นวิธีการที่ไม่เลวเลย 

 

ขอบคุณที่มาจาก : Jacobs, Keil. A Comparison of Two Note Taking Methods in a Secondary English Classroom Proceedings: 4th Annual Symposium: Graduate Research and Scholarly Projects [79] Conference proceedings held at the Eugene Hughes Metropolitan Complex, Wichita State University, April 25, 2008. Symposium Chair: David M. Eichhorn.

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 

สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้จากหลักสูตร : C65016 Effective Meeting Management  เทคนิคการประชุมอย่างมีประสิทธิผล


5 ข้อดีของการฝึกอบรมออนไลน์

หากมองไปรอบ ๆ ตัว คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้เป็นยุคของโลก “เทคโนโลยี” ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ ความเป็นอยู่ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปโดยอัตโนมัติ หลายองค์กรก็นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของการทำงาน ไปจนถึงการฝึกอบรมพนักงาน การอบรมออนไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลาย ๆ องค์กรเลือกเพื่อพัฒนาพนักงานของตัวเอง เรามาดู 5 ข้อดีของการฝึกอบรมออนไลน์กัน

1. มีความยืดหยุ่นในการเรียน

การฝึกอบรมแบบเดิม ๆ (จัด In-house หรือการส่งพนักงานไปอบรมภายนอก) พนักงานต้องหยุดงานเพื่อไปอบรม เมื่อกลับมาก็ต้องสะสางงานที่ต้องทำในช่วงที่ไปอบรม ทำให้ไม่สามารถนำความรู้ที่ได้อบรมมาใช้กับงานได้ทันทีและอาจหลงลืมเนื้อหา แต่การอบรมออนไลน์จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า สามารถลดข้อจำกัดข้างต้นได้เพราะพนักงานสามารถเรียนได้ทุกทีทุกเวลา (Everywhere Every Time) ไม่จำเป็นต้องเดินทางหรือหยุดงาน ซึ่งพนักงานสามารถใช้เวลาว่างจากการทำงานมาเรียนได้ 

2. ลดค่าใช้จ่าย 

การจัด In-house หรือการส่งพนักงานไปอบรมภายนอกมักจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง (ค่าวิทยากร ค่าเดินทาง ค่าสถานที่ ค่าอาหาร ฯลฯ) การอบรมออนไลน์จะช่วยให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งในปัจจุบันเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม แอพพลิเคชันต่าง ๆ ได้ถูกพัฒนาให้รองรับการใช้งานกับทุก ๆ อุปกรณ์ เพียงเชื่อมต่อผ่านอินเตอร์เน็ตพนักงานก็สามารถอบรมออนไลน์ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ สามารถเรียนหรือทบทวนได้ ซึ่งต่างจากการฝึกอบรมแบบเดิม ๆ ที่อบรมแบบครั้งเดียวจบ

3. ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) 

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประชาคมโลกต่างทยอยหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น องค์กรต่าง ๆ เองก็หันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดอย่างจริงจัง การอบรมออนไลน์จึงเป็นหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) เพราะพนักงานไม่จำเป็นต้องเดินทางไปอบรมภายนอกและไม่จำเป็นต้องทำเอกสารประกอบการอบรม ซึ่งวิธีนี้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ได้มาก เพราะการอบรมออนไลน์จะเป็นการเรียนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต

4. เนื้อหาและรูปแบบการฝึกอบรมที่เหมือนกัน

การฝึกอบรมแบบเดิม ๆ อาจมีรูปแบบหรือเนื้อหาที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง ซึ่งอาจมีอารมณ์ของผู้สอนเป็นปัจจัยร่วม แต่ในขณะที่การอบรมออนไลน์จะมีการสอน การนำเสนอในรูปแบบเดียวกัน และเนื้อเหมือนกันทุกประการ ดังนั้นไม่ว่าพนักงานคนใดที่เรียนจบหลักสูตรนี้ก็จะรับความรู้เหมือนกันทุกประการ

5. ง่ายต่อการจัดฝึกอบรม 

การอบรมแบบออนไลน์จะช่วยให้ HR วางแผนและบริหารจัดการในการฝึกอบรมได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่ต้องรวบรวมพนักงาน ไม่ต้องจัดหาวิทยากร จัดหาสถานที่ ฯลฯ เพราะพนักงานทุกคนสามารถเรียนได้ในที่ทำงานของตัวเอง ดังนั้น HR สามารถวางแผนการพัฒนาบุคลากรแบบระยะยาวได้เลย อีกทั้งยังสามารถติดตามความคืบหน้าและวัดผลการเรียนของพนักงานได้บ่อยขึ้นผ่านออนไลน์ 

 

ทั้งหมดที่กว่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อดีของการจัดฝึกอบรมออนไลน์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการฝึกอบรมออนไลน์เหล่านี้จึงมีบทบาทสำคัญในหลาย ๆ องค์กร  

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.beingguru.com/2021/09/key-benefits-of-e-learning/

Popular โพสต์สำคัญ VIEW ALL

เคล็ดลับเพื่อชีวิตที่สมดุล ด้วยสูตร “8:8:8"

เราทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่หลายคนมักบ่นว่าไม่มีเวลา! ทำงานไม่ทัน! มาบริการจัดการเวลาเพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิต เพราะชีวิตเราไม่ได้มีแต่งานเพียงอย่างเดียว มาแบ่งเวลาดูแลตัวเอง และคนที่เรารักด้วยสูตร “8:8:8” กัน

สูตร “8:8:8” เกิดขึ้นมานานนับร้อยปีแล้ว ตั้งแต่สมัยปี ค.ศ.1810 โดยผู้ที่คิดค้นหลักการนี้ขึ้นมาก็คือ โรเบริ์ต โอเวน (Robert Owen) นักเศรษฐศาสตร์และนักปฏิรูปทางสังคมชาวอังกฤษ ซึ่งกลายมาเป็นมาตรฐานของการสร้างสมดุลให้กับชีวิตตลอดจนการแบ่งเวลาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาจนถึงปัจจุบัน

สูตร “8:8:8” เป็นการแบ่งจำนวน 24 ชั่วโมงของ 1 วัน ออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กันคือ

8 ชั่วโมงแรก: อยู่กับงานให้เต็มที่ (Work Smart) เป็นช่วงเวลาที่เราใช้สำหรับการทำงาน ซึ่งในแต่ละวันเราควรตั้งเป้าหมายและจัดลำดับความสำคัญของงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและทำงานอย่างเต็มที่ แต่ก็ควรหาเวลาพักเบรกระหว่างทำงานด้วย เช่น 1 ชั่วโมง พัก 5 นาที ไปเข้าห้องน้ำ เดินเล่น ฟังเพลง เพื่อลดความเครียดในการทำงาน

8 ชั่วโมงที่สอง: ดูแลตัวเองและครอบครัว (Quality Time) เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ของตนเอง พูดคุยทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ออกกำลังกาย ออกไปท่องเที่ยว พบปะเพื่อฝูง หรือทำงานอดิเรก

8 ชั่วโมงที่สาม: พักผ่อนให้เพียงพอ (Live Well) เป็นช่วงเวลาสำหรับการพักผ่อนและการนอน เพราะสุขภาพคนเราจะดีได้ ต้องมีการนอนหลับให้เพียงพอไม่น้อยกว่า 7 – 8 ชั่วโมง การนอนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพดีทั้งในแง่ของการฟื้นฟูพละกำลัง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ โดยเฉพาะในเรื่องการทำงานของฮอร์โมนที่จะควบคุมการทำงานของร่างกาย และยังช่วยในแง่ของการเผาผลาญพลังงานที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับอีกด้วย

สูตรการบริหารเวลา “8:8:8” จะช่วยให้เราจัดสรรเวลาในด้านต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถที่จะยืดหยุ่นเวลาได้ตามไลฟ์สไตล์ของเรา ซึ่งทางที่ดีที่สุดควรให้แต่ละด้านมีเวลาเท่า ๆ กัน และเมื่อเราจัดการเวลาได้ดีแล้ว ชีวิตของเราก็จะสมดุล


7 ทักษะสำคัญในการเป็นพนักงานขาย

91% ของยอดขายทั่วโลกทำผ่านโทรศัพท์

80% ของรายได้บริษัทมาจากฝ่ายขาย

ในแต่ละปีบริษัทมักสูญเสียลูกค้า 10%-30%

มีเพียง 2% ของยอดขายที่เกิดขึ้นจากการเข้าพบผู้มุ่งหวังครั้งแรก 

18% ของยอดขายมักล้มเหลวในขั้นตอนปิดการขาย

47% ของลูกค้าเคยซื้อผลิตภัณฑ์/บริการแม้ว่าพวกเขาจะได้รับบริการจากผู้ขายที่ไม่ดี

63% ของผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์/บริการจะไม่ซื้ออย่างน้อย 3 เดือน

20% ของผู้มุ่งหวังจะใช้เวลามากกว่า 1 ปีในการซื้อหลังจากการติดต่อครั้งแรก!

มีเพียง 20% ของผู้มุ่งหวังที่ได้รับการโทรติดตาม ส่วนอีก 80% หายไป

 

7 ทักษะสำคัญในการเป็นพนักงานขาย

1. การเตรียมข้อมูลก่อนพบลูกค้า

ก่อนที่จะเข้าพบลูกค้า เราจะต้องทำค้นหาข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับลูกค้า ธุรกิจของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ ที่หามาได้จัดทำเป็นแผนการดำเนินงานในการเข้าพบลูกค้า

2. การปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า/ผู้มุ่งหวัง

การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าที่ดีจะสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้าให้อยู่กับเรา ลูกค้าที่รักเราเป็นเสมือนกระบอกเสียงด้านบวกให้กับสินค้า/บริการ เป็นการเพิ่มยอดขายให้กับองค์กร

3. การนำเสนอข้อมูลบริษัท

การแนะนำตนเองและนำเสนอข้อมูลบริษัทให้ดูดี เป็นที่น่าจดจำ ย่อมทำให้ความรู้สึกของลูกค้านั้นเป็นบวก

4. การนำเสนอที่สร้างความเชื่อมั่น คล้อยตาม

การนำเสนอที่ทำให้ลูกค้ารู้รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้า/การบริการ ผลประโยชน์ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่จะได้รับ เป็นการนำเสนอที่สามารถสร้างความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบ และสามารถเปลี่ยนภาพของเราจากพนักงานขายไปเป็นที่ปรึกษาที่นั่งในใจลูกค้าได้

5. การเปิด-ปิดการขาย

การเปิดการขายเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะถ้าเริ่มต้นไม่ดี ก็จบเห่ ฉะนั้น การเปิดการขายสำคัญพอ ๆ กับการปิดการขาย 

6. การเล่าเรื่อง

การเล่าเหมือนนิทานหรือนิยาย จะสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ฟังสนใจ และจดจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ดี การเล่าเรื่องเป็นอีกทักษะที่สำคัญเพื่อใช้ในการช่วยการนำเสนอเลยก็ว่าได้

7. การท้าทายที่สูงขึ้น/ยากขึ้น

พนักงานขายจำเป็นต้องมีความท้าทายที่สูงขึ้น/ยากขึ้น โดยตั้งจุดมุ่งหมายที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นแรงผลักดันไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

 

สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ หลักสูตร : C0010 เทคนิคปิดการขายทันใจ กำไรทะลุเป้า (Sales Techniques)


กฎ 10 นาที พรีเซนต์งานให้ปัง

การพรีเซนต์งานเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะต่อให้คุณทำงานดีแค่ไหนแต่ไม่สามารถอธิบายหรือพรีเซนต์ให้หัวหน้าฟังหรือลูกค้ารู้ได้ว่าโปรเจคนี้เป็นอย่างไร ก็เป็นอันจบ!

แต่จะดีแค่ไหน ถ้าคุณพรีเซนต์ออกมาอย่างมือโปร ได้ใจทั้งหัวหน้าและลูกค้า

วันนี้ WISIMO มีเคล็บลับ “กฎ 10 นาที พรีเซนต์งานให้ปัง” มาฝากทุกคน

มารู้จักกฎ “กฎ 10 นาที” กันก่อน

เคยสังเกตรึเปล่า ว่าทุกครั้งที่นั่งประชุม หรือฟังการพรีเซนต์ คุณจะตั้งใจฟังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้แค่ระยะหนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หรือเริ่มอยากจะวาดรูปเล่น 

จากผลการวิจัยทางจิตวิทยา เรื่องระดับความสนใจของผู้ฟังกับระยะเวลาในการนำเสนอ ของ Antony Jay and Ros Jay ในปี 1996 ที่ได้ทำการศึกษาการนำเสนอที่ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 40 นาที พบว่าช่วงเวลา 10 นาทีแรก ความสนใจของผู้ฟังจะอยู่ในระดับที่สูง

หลังจากนั้นระดับความสนใจจะลดลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งประมาณ 30 นาที ระดับความสนใจจะอยู่ในระดับต่ำสุด และจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อใกล้เวลา 5 นาทีสุดท้าย

ซึ่งสอดคล้องกับ John Medina นักอณูชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่ได้อธิบายปรากฎการณ์นี้ ว่าเกิดจากนาฬิกาในร่างกายของเรา ที่กำหนดให้เรามีสมาธิเต็มที่ ได้ไม่เกิน 10 นาที จากนั้น ระดับความสนใจจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ผู้นำเสนอที่ดีจะต้องไม่ปล่อยให้กราฟความสนใจของผู้ฟังเกิดขึ้นแบบนี้ แต่จะต้องทำยังไง เพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังให้ได้

มาดูเทคนิคที่จะช่วยให้คุณใช้ 10 นาทีนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกัน

1. กำหนดวัตถุประสงค์และวิเคราะห์ก่อนการนำเสนอ

ก่อนจะพรีเซนต์งานทุกครั้งคุณควรกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน วิเคราะห์เนื้อหาโดยการย่อยข้อมูลเป็นประเด็นสำคัญไม่เกิน 3 – 4 ประเด็น และวิเคราะห์ผู้ฟังเพื่อสร้างสื่อและวิธีนำเสนอที่เหมาะสม

2. วางโครงสร้างเนื้อหา 

การวางโครงสร้างเนื้อหาสามารถแบ่งอออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนเกริ่นนำ (Opening) ส่วนนี้มีความสำคัญอย่างมาก คุณจะต้องเปิดให้ดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้ฟังเชื่อถือในตัวคุณ ด้วยหลักการง่าย ๆ คือ เร้าอารมณ์ ตรงประเด็น เน้นติดตาม ส่วนเนื้อหา (Body) เป็นส่วนที่เหมาะสำหรับการนำเสนอรายละเอียดต่าง ๆ ให้ผู้ฟังได้ทราบ แต่คุณควรระมัดระวังไม่ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่าย และส่วนสรุป (Closing) ซึ่งถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณจะสร้างความจดจำ เน้นย้ำให้เห็นด้วย หรือสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับผู้ฟัง

ในการวางโครงสร้างเนื้อหาคุณอาจนำเทคนิคการเล่าเรื่องมาใช้ร่วมด้วย เพราะการพรีเซนต์งานด้วยข้อมูลหนัก ๆ หรืออัดแน่นด้วยตัวเลขทางสถิติอาจทำให้คุณดูมีความรู้ มีการเตรียมการมาอย่างดี แต่จะไม่มีใครจำในสิ่งที่คุณพูดได้ ในทางกลับกันการบอกเล่าเรื่องราวโดยการสื่อด้วยน้ำเสียงที่เข้าถึงอารมณ์ด้วยการเล่าเรื่องหรือการยกตัวอย่างง่าย ๆ จะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพและจดจำได้ดีกว่า แต่ต้องเล่าให้สั้น กระชับ และตรงประเด็น ถ้าออกทะเลเมื่อไหร่ผู้ฟังก็อาจจะออกจากห้องไปด้วยเช่นกัน 

เมื่อคุณมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีเนื้อหาที่ย่อยข้อมูลเป็นประเด็นสำคัญไม่เกิน 3 – 4 ประเด็น มีวิเคราะห์ผู้ฟัง และมีการวางโครงสร้างเนื้อหาเรียบร้อยแล้ว ก็ลองนำ “กฎ 10 นาที” มาปรับใช้กับการ    พรีเซนต์งานของคุณ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนไม่ควรพูดนานเกิน 10 นาที จากนั้นอาจเว้นด้วยการให้รับชมภาพประกอบ หรือวีดีโอ แล้วจึงนำเสนอเนื้อหาในส่วนถัดไป

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เป็นตัวช่วยให้คุณมีความกล้าพูดและพรีเซนท์งานไม่ติดขัดก็คือ “การซ้อมพูด” ไปก่อนนั่นเอง คนไหนที่ไม่มีความมั่นใจในการพูดต่อหัวหน้าหรือลูกค้า ลองซ้อมพูดหน้ากระจก หรือจำลองสถานการณ์ว่าตอนนี้คุณกำลังนำเสนองานอยู่ดู การเตรียมความพร้อมในการนำเสนอไปนั้น นอกจากจะช่วยให้คุณลดความประหม่าลงได้แล้ว ยังทำให้คุณแก้ไขเนื้อหาและสไตล์การพูดได้ดีมากขึ้นอีกด้วย

และทั้งหมดนี้คือ “กฎ 10 นาที” ที่จะช่วยให้คุณพรีเซนต์งานให้ปัง 

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :

สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้จากหลักสูตร : C65001 ทักษะการนำเสนอสู่ความสำเร็จ (Presentation Skills)

 

 

Latest โพสต์ล่าสุด VIEW ALL

test2

ffff


บริหารเวลาง่าย ๆ ด้วย “Eisenhower Box”

รอบตัวในการทำงานนั้นมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย จนหลาย ๆ ครั้งเราแทบไม่รู้ว่าเราควรที่จะลงมือแก้ปัญหาจากจุดไหนก่อนดี เพราะหลายครั้งเราไม่มีเวลามากพอที่จะจัดการปัญหาทุกอย่างได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงมือจัดการปัญหาตามลำดับความสำคัญ เราขอนำเสนอเทคนิคการใช้ “Eisenhower Box” ซึ่งเครื่องมือนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการบริหารเวลาในการทำงานได้อีกด้วย

Eisenhower Box หรือ Eisenhower Matrix เป็นแนวคิดของ Dwight D. Eisenhower ประธานาธิบดีคนที่ 34 ของสหรัฐอเมริกา ที่ทำเพื่อจัดเรียงลำดับความสำคัญของการทำงานผ่านตารางทั้ง 4 ช่อง ได้แก่ งานด่วนและสำคัญ, งานไม่ด่วนแต่สำคัญ, งานด่วนแต่ไม่สำคัญ ไปจนถึงงานที่ไม่ด่วนและไม่สำคัญ

หัวใจหลักของการใช้ Eisenhower Box คือการแยกความหมายระหว่างด่วนกับสำคัญ ให้ออกเพื่อจะได้รู้ว่าหน้าที่ของเราที่ได้รับมอบหมายอยู่ควรจัดการอย่างไร

ด่วน คือ สิ่งที่ต้องการความสนใจทันที ต้องใช้เวลาตัดสินใจสั้น

สำคัญ คือ สิ่งที่ไม่ต้องรีบแต่ก็ต้องทำสักวันในอนาคต หรืองานที่อาศัยการวิเคราะห์และความละเอียด ทำแล้วมีผลระยะยาว รวมถึงเมื่อทำเสร็จเราจะรู้สึกประสบความสำเร็จ

หวังว่า Eisenhower Box ที่นำมาฝากกัน จะช่วยให้คุณสามารถจัดการตารางเวลาการทำงานและวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดภาระ และเพิ่มเวลาในชีวิตได้เยอะเลยทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก : 

https://leventje.nl/eisenhower-matrix/

https://www.spica.com/blog/the-eisenhower-matrix

 


5 วิธี เอาชนะ Monday Blues

พรุ่งนี้วันจันทร์!!!

 

เกลียดวันจัทร์ หรือ Monday Blues เป็นอาการที่แค่นึกถึงวันจันทร์ก็ไม่สบายใจแล้ว มีหลายคนเป็นโรคนี้กันจนแทบจะกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมของหลายประเทศไปเลย

โรคเกลียดวันจันทร์ ไม่ต้องบำบัด แต่ต้องหาวิธีรับมือ

 

มาดู 5 วิธีรับมือกับอาการนี้กันดีกว่า

 

1. รีบเคลียร์งานบ้าน

คนทำงานส่วนใหญ่ มักทำงานบ้านวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ทางที่ดี ควรรีบเคลียร์งานบ้านให้เสร็จตั้งแต่วันเสาร์ จะได้ใช้เวลาพักผ่อนแบบเต็มที่ในวันอาทิตย์ ชาร์จพลังให้พร้อมกับมาทำงานอย่างเต็มที่

 

2. ใช้วันหยุดพักผ่อนให้คุ้มค่าที่สุด

บางคนมักจะปล่อยวันหยุดไปกับการนอนตื่นสาย หรือปล่อยเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ แต่สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกคุ้มค่าในวันหยุดคือ การทำในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า น่าจดจำ น่าประทับใจ และมีความสุขไปกับสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราควรวางแผนวันหยุดของเราเอาไว้ ว่าจะทำอะไรบ้างในวันนั้น เช่น วางแผนการไปเที่ยวกับครอบครัว หรือเพื่อนๆ แต่ถ้าไม่อยากออกไปเสี่ยงภายนอกก็อาจจะนัดทานข้าว หรือหากิจกรรมสนุกๆ ทำร่วมกันภายในบ้านก็น่าสนใจค่ะ

 

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในคืนวันอาทิตย์

การเข้านอนให้เร็วขึ้นในคืนวันอาทิตย์และนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เพราะหากได้พักผ่อนไม่กี่ชัวโมง แล้วต้องมาตื่นในขณะที่ร่างกายและสมองของคุณยังไม่พร้อม การเริ่มต้นวันจันทร์ของคุณอาจเต็มไปด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า หม่นหมอง อารมณ์ไม่ดี หรือขาดความกระตือรือร้นในการทำงานได้

 

4. ทำลิสต์สำหรับสัปดาห์ใหม่ที่จะมาถึง

สาเหตุที่หลายคนรู้สึกไม่ชอบวันจันทร์อาจเพราะว่าอะไรหลาย ๆ อย่างดูเร่งรีบไปหมด จนทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบในการทำงาน โดยเฉพาะภาระงานที่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าคุณมีการวางแผนที่ดีจดสิ่งที่ต้องทำหรือเขียนแพลนเนอร์เอาไว้ ในแต่ละวันของสัปดาห์คุณต้องทำอะไรบ้าง หรือเคลียร์งานอะไรให้เสร็จ เขียนเดดไลน์ให้ชัดเจน จะช่วยให้คุณสามารถจัดระเบียบชีวิตได้ง่ายขึ้น

 

5. หาแรงบันดาลใจ

ลองหาแรงบันดาลใจในที่ทำงาน จะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น และทำให้วันทำงานของคุณกลายเป็นวันดี ๆ

 

ทั้งหมดนี้คิอ 5 วิธีการรับมือกับอาการเกลียดวันจันทร์ที่อาจจะช่วยให้ความรู้สึกที่ไม่ชอบนั้นลดลงไปได้บ้าง

 

ขอบคุณที่มา : https://varnam.my/featured/2022/55788/five-things-to-do-to-get-your-sundays-prepped-for-monday/