| | การจดโน๊ตอย่างไรให้อ่านง่าย ทบทวนกี่ครั้งก็เข้าใจ ด้วยเทคนิค Cornell Note ในการประชุมหลายคนอาจไม่สามารถจับประเด็นอะไรได้เลย นั่นอาจเป็นเพราะคุณให้ความความสำคัญกับรายละเอียดทุกอย่างมากเกินไป เทคนิคการจดโน๊ตแบบ Cornell เป็นการโน๊ตที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้เข้าใจได้ง่ายเมื่อนำกลับมาอ่านอีกครั้ง แถมยังใช้กระดาษได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย การจดโน๊ตแบบ Cornell ได้ถูกคิดค้นริเริ่มเมื่อราว ๆ ปี 1940 โดย Dr. Walter Pauk หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้ของ Cornell University และเขายังเป็นนักเขียนเจ้าของหนังสือ Best-seller อย่าง “How To Study In College” อีกด้วย ซึ่งการจดโน๊ตแบบ Cornell เป็นเทคนิคที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และงานวิจัยจำนวนมากก็การันตีว่าเป็นเทคนิคที่สามารถใช้พื้นที่ของกระดาษได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ เน้นการสังเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ แต่ก็อาจไม่ได้ผลดีนักหากคุณต้องการท่องจำ จึงมีการนำเทคนิคนี้มาประยุกต์ใช้ในสัมมนาหรือการประชุมด้วย จุดเด่นของการจดโน๊ตแบบ Cornell นั้นคือจะมีการแบ่งสัดส่วนของหน้ากระดาษอย่างชัดเจน และนั่นจึงส่งผลให้ข้อมูลที่ถูกจดนั้นเป็นระเบียบและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการแบ่งกระดาษออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 Note-taking Area สำหรับจดทุกอย่างเท่าที่จะจดได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงประโยคยาว ๆ หรืออาจใช้สัญลักษณ์แทนเพื่อง่ายต่อการบันทึกหรือการอ่าน ส่วนที่ 2 Cue Column สำหรับจดประเด็นสำคัญ หรือคำถามก็ได้ โดยจะเชื่อมโยงจากส่วนที่ 1 ส่วนที่ 2 นี้ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะส่วนนี้จะทำให้คุณสามารถบันทึกรายงานการประชุมได้ผ่านคำสำคัญที่ได้สรุปเอาไว้ แถมดูง่าย สบายตาอีกด้วย ส่วนที่ 3 Summary Area สำหรับในอนาคตที่เกิดนึกถึงคำถามใหม่ ๆ หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง หรืออาจจะไปเจอความรู้ใหม่ ๆ ก็นำมาเขียนที่นี่ รวมทั้งอาจใช้เป็นพื้นที่ในการสรุปเนื้อหาก็ได้ การบันทึกในส่วนนี้จะเขียนเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่า 24 ชั่วโมง โดยเป็นการสรุปด้วยความเข้าใจในภาษาของตัวเอง ซึ่งการจดเนื้อหาเป็นส่วน ๆ นั้น ทำให้คุณสามารถใส่ข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ และสามารถสังเคราะห์เนื้อหาที่เรียนมาผ่านการสรุปเนื้อหาทุก ๆ ครั้ง การจดโน๊ตก็เหมือนการจัดระเบียบลิ้นชักความคิดของคุณ ทำให้คุณสามารถหยิบจับเอกสารหรือไอเดียที่ต้องการออกมาได้ง่ายมากขึ้น และยังสามารถช่วยให้คุณเรียนรู้การทำงานแบบใหม่ ๆ ส่งผลให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น แก้ปัญหาได้ดีขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้อื่นได้ดีมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายที่คุณต้องการได้ การจดโน๊ตของแต่ละคนก็จะมีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป บางคนชอบจดบนกระดาษ บางคนชอบจดในสมุดโน๊ต บางคนชอบจดหรือพิมพ์ในโทรศัพท์มือถือขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคน เราอยากให้คุณลองหาเทคนิควิธีในการจดบันทึกแบบเฉพาะของตัวเองเพื่อต่อยอดในการทำงานที่ดีขึ้น หรือคุณจะนำการจดบันทึกแบบ Cornell Note ไปปรับใช้ดูก็เป็นวิธีการที่ไม่เลวเลย
ขอบคุณที่มาจาก : Jacobs, Keil. A Comparison of Two Note Taking Methods in a Secondary English Classroom Proceedings: 4th Annual Symposium: Graduate Research and Scholarly Projects [79] Conference proceedings held at the Eugene Hughes Metropolitan Complex, Wichita State University, April 25, 2008. Symposium Chair: David M. Eichhorn. อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้จากหลักสูตร : C65016 Effective Meeting Management เทคนิคการประชุมอย่างมีประสิทธิผล |
| | ปั่นงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคนิคหั่นเวลา "Pomodoro Technique“ เคยไหมที่มีงานกอง ทำไม่ทัน ทำตั้งนานไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ งานเก่าก็ยังไม่เดิน งานอื่นก็เข้ามาแทรก ไม่รู้ว่าเวลาในแต่ละวันมันหายไปไหนหมด เดี๋ยวก็เรียกประชุมด่วน เดี๋ยวต้องออกไปหาลูกค้า เดี๋ยวก็รับโทรศัพท์ เดี๋ยว LINE ก็ดัง ไม่ได้งานสักอย่าง เรามีเทคนิคมาแนะนำ นั่นก็คือเทคนิคการหั่นเวลาทำงานออกเป็น 25 นาที หรือ "Pomodoro Technique” เป็นเคล็ดลับการบริหารจัดการเวลาที่พัฒนาขึ้นมาโดย Francesco Cirillo ชาวอิตาลี ในช่วงศตวรรษ 1980 ซึ่งคำว่า “Pomodoro” มาจากคำว่า “มะเขือเทศ” ในภาษาอิตาลี ซึ่งมะเขือเทศนั้นมีรูปร่างคล้ายคลึงกับรูปทรงของนาฬิกาจับเวลาที่ชาวอิตาลีใช้ทำอาหาร ดังนั้นจึงทำให้เกิดเป็นชื่อของเทคนิค “Pomodoro” นั่นเอง หลักการเคร่า ๆ ของเทคนิค “Pomodoro” คือการแบ่งช่วงเวลาออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 25 นาที และพัก 5 นาที โดยใน 25 นาทีนี้จะเป็นช่วงเวลาของการทำงานที่คุณต้องการทำให้เสร็จเท่านั้น โดยมีกฎเหล็กว่า… ห้ามปล่อยให้มีสิ่งใดเข้ามาแทรกใน 25 นาทีนี้เด็ดขาด ขั้นตอนของเทคนิค “Pomodoro” คือ 1. เลือกงานที่คุณต้องการทำให้เสร็จ ทำเป็นข้อ ๆ เพื่อให้ทราบว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง 2. ตั้งเวลานับถอยหลัง 25 นาที 3. ตั้งใจทำงานจนกว่าจะมีเสียงเตือนครบ 25 นาที ห้ามหลุดโฟกัสจากการทำงานเด็ดขาด 4. หยุดเมื่อหมดเวลา (แต่หากครบ 25 นาทีแล้ว งานของคุณกำลังอยู่ในจังหวะไปได้ดี สมองกำลังแล่น ก็สามารถทำต่อไปจนเสร็จแล้วค่อยพักได้) 5. เช็กลิสต์งานที่ทำเสร็จแล้วและจดสิ่งที่จะสามารถช่วยปรับปรุงแก้ไขงานในอนาคตของคุณได้ 6. พักเบรกสั้น ๆ 5 นาที อาจไปดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ ลุกขึ้นมายืดเส้น หรืออื่น ๆ ก็ได้ 7. เริ่มทำงานอีกครั้ง โดยจับเวลาเป็น 25 นาที ทำเหมือนเดิมให้ครบ 4 ครั้ง 8. เมื่อครบ 4 ครั้ง พักยาว ๆ 15-30 นาที เพื่อไม่ให้สมองเหนื่อยล้าจนเกินไป อยากทำอะไรในช่วงเวลาพักนี้ก็ทำเลย 9. ทำงานอีกครั้งในรูปแบบเดิม เทคนิคการหั่นเวลา 25 นาที “Pomodoro Technique” จะช่วยให้คุณบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณมีสมาธิในการทำงาน สมองไม่อ่อนล้า ทั้งยังช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้อีกด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://datlittleblog.wordpress.com |
| | 7Q ที่องค์กรต้องการ ในอดีตองค์กรมักให้ความสำคัญกับคนเก่งหรือคนที่มี IQ สูง (ฉลาดทางสติปัญญา) แต่หากเราดูองค์ประกอบโดยรอบแล้ว อาจมีทักษะหรือความสามารถในด้านอื่น ๆ ที่องค์กรต้องการด้วย การรับพนักงานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความเก่งฉลาดทางด้านสติปัญญาหรือที่เราเรียกว่า IQ (Intelligence Quotient) เท่านั้น แต่ยังมีด้านอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีก ไปดูกัน IQ (Intelligence Quotient) ความฉลาดทางสติปัญญา : การมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การคำนวณ การใช้เหตุผล การเชื่อมโยง มีไหวพริบ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา EQ (Emotion Quotient) ความฉลาดทางอารมณ์ : การมีความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ตนเองและผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มองโลกในแง่ดี เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง CQ (Creative Quotient) ความฉลาดในการริเริ่มสร้างสรรค์ : การมีความสามารถในการคิด จินตนาการหรือมีแนวคิดใหม่ ๆ ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักเฟ้นหาพนักงานที่มี Creativity สูง เพื่อสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ ให้กับองค์กร คนที่มีจินตนาการสูง และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ งานด้านโฆษณา หรือในแง่ธุรกิจ คนที่มี CQ สูงเป็นที่ต้องการในทุกองค์กร MQ (Moral Quotient) ความฉลาดทางศีลธรรม : การมีความประพฤติดี รู้จักรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ มีจริยธรรม การที่พนักงานมี IQ ดี EQ สูง แต่ถ้ามีระดับ MQ ต่ำก็อาจใช้ความฉลาดไปในทางที่ไม่ถูกต้องก็เป็นไปได้ MQ จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับองค์กร PQ (Physical Quotient) ความฉลาดที่เกิดจากการเล่น/ทำกิจกรรม : การมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง การที่มีร่างกายที่แข็งแรง ก็เป็นพื้นฐานที่ดีในการทำงาน หากร่างกายไม่พร้อมก็คงไม่สามารถทำงานได้ PQ จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน AQ (Adversity Quotient) ความฉลาดในการแก้ปัญหา : การมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวในการเผชิญปัญหาได้ดี และพยายาม เอาชนะอุปสรรคความยากลำบากด้วยตัวเอง ไม่ย่อท้อง่าย ๆ มองปัญหาให้เป็นเรื่องที่ท้าทาย AQ ถือเป็นทักษะสำคัญในการทำงานที่พนักงานต้องมี SQ (Social Quotient) ความฉลาดทางสังคม : การมีความสามารถในการเข้าสังคมและเข้ากับผู้อื่นได้ดี คนที่มี SQ สูง จะมีมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นมิตร รวมถึงมีทักษะด้านการตรงต่อเวลา มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดี สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ เปิดกว้างพร้อมรับฟังความคิดเห็น ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่สามารถปรับใช้ในการทำงานแล้วดีจริง ๆ ทั้งหมดนี้คือ 7Q ที่องค์กรต้องการ เชื่อว่าองค์กรที่มีครบทั้ง 7Q จะเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง มีพนักงานที่ทั้งเก่งและดีรอบด้าน
ขอบคุณที่มาจาก : https://www.atlassian.com/blog/productivity/types-of-intelligence https://www.homeolife.in/four-types-of-intelligence/ http://wisdomspringstraining.com/the-quotients-of-life/blog/ |
| | เคล็ดลับเพื่อชีวิตที่สมดุล ด้วยสูตร “8:8:8" เราทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่หลายคนมักบ่นว่าไม่มีเวลา! ทำงานไม่ทัน! มาบริการจัดการเวลาเพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิต เพราะชีวิตเราไม่ได้มีแต่งานเพียงอย่างเดียว มาแบ่งเวลาดูแลตัวเอง และคนที่เรารักด้วยสูตร “8:8:8” กัน สูตร “8:8:8” เกิดขึ้นมานานนับร้อยปีแล้ว ตั้งแต่สมัยปี ค.ศ.1810 โดยผู้ที่คิดค้นหลักการนี้ขึ้นมาก็คือ โรเบริ์ต โอเวน (Robert Owen) นักเศรษฐศาสตร์และนักปฏิรูปทางสังคมชาวอังกฤษ ซึ่งกลายมาเป็นมาตรฐานของการสร้างสมดุลให้กับชีวิตตลอดจนการแบ่งเวลาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาจนถึงปัจจุบัน สูตร “8:8:8” เป็นการแบ่งจำนวน 24 ชั่วโมงของ 1 วัน ออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กันคือ 8 ชั่วโมงแรก: อยู่กับงานให้เต็มที่ (Work Smart) เป็นช่วงเวลาที่เราใช้สำหรับการทำงาน ซึ่งในแต่ละวันเราควรตั้งเป้าหมายและจัดลำดับความสำคัญของงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและทำงานอย่างเต็มที่ แต่ก็ควรหาเวลาพักเบรกระหว่างทำงานด้วย เช่น 1 ชั่วโมง พัก 5 นาที ไปเข้าห้องน้ำ เดินเล่น ฟังเพลง เพื่อลดความเครียดในการทำงาน 8 ชั่วโมงที่สอง: ดูแลตัวเองและครอบครัว (Quality Time) เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ของตนเอง พูดคุยทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ออกกำลังกาย ออกไปท่องเที่ยว พบปะเพื่อฝูง หรือทำงานอดิเรก 8 ชั่วโมงที่สาม: พักผ่อนให้เพียงพอ (Live Well) เป็นช่วงเวลาสำหรับการพักผ่อนและการนอน เพราะสุขภาพคนเราจะดีได้ ต้องมีการนอนหลับให้เพียงพอไม่น้อยกว่า 7 – 8 ชั่วโมง การนอนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพดีทั้งในแง่ของการฟื้นฟูพละกำลัง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ โดยเฉพาะในเรื่องการทำงานของฮอร์โมนที่จะควบคุมการทำงานของร่างกาย และยังช่วยในแง่ของการเผาผลาญพลังงานที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับอีกด้วย สูตรการบริหารเวลา “8:8:8” จะช่วยให้เราจัดสรรเวลาในด้านต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถที่จะยืดหยุ่นเวลาได้ตามไลฟ์สไตล์ของเรา ซึ่งทางที่ดีที่สุดควรให้แต่ละด้านมีเวลาเท่า ๆ กัน และเมื่อเราจัดการเวลาได้ดีแล้ว ชีวิตของเราก็จะสมดุล |
| | HR 4.0 กับความท้าทายที่ต้องเรียนรู้ หลายคนต้องเคยได้ยินมาแล้วว่า ในโลกยุค Disruptive World จะมีคนจำนวนมากที่ถูกหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ในการทำงาน หลาย ๆ อาชีพจะหมดไป ตัวอย่างเช่น อาลีบาบา (Alibaba)เริ่มมีการพัฒนาและทดลองระบบสมองกล Artificial Intelligence (AI) ในวงการแพทย์ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก็ถึงเวลาที่ต้องเพิ่มศักยภาพและใช้นวัตกรรมเพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คุณอริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ เอสอีเอซี (SEAC) ศูนย์พัฒนาผู้นำ และผู้บริหารระดับสูง เปิดเผยว่า หากเปรียบเทียบการทำการศึก “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล” (Human Resources) เป็นเหมือนแม่ทัพเงาขององค์กร ที่ต้งเก่งทั้งบุ๋น และบู๊ เพราะเป็นหน้าด่านสำคัญในการสรรหาบุคคลากรเข้าสู่องค์กร ดังนั้น ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุค 4.0 ให้ทันท่วงที ต้องเสริมศักยภาพใหม่ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดใจคนกลุ่มใหม่ ๆ เข้าสู่องค์กร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ในหลายองค์กรต่างให้ความคิดเห็นที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับองค์ความรู้ในการยกระดับ และพัฒนาบุคลากรด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้เป็น 4 ทักษะ ดังนี้ 1. Business Acumen ทุกวันนี้เศรษฐกิจมีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว กลุ่มลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรม และความสนใจตลอดเวลา องค์กรต้องทำงานด้วยความเร็ว ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ยุคใหม่ ก็ต้องอ่านเกมส์ทั้งในเรื่องบุคลากรและวัตถุประสงค์ขององค์กรได้อย่างชัดเจน ซึ่งนับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้บุคลากรในองค์กรต้องเสริมทักษะ สร้างความหลากหลาย สามารถปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ นอกจากนี้ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก็ต้องปรับเปลี่ยนการคัดสรรคอร์สการเรียนรู้เพื่อเสริมบุคลากรให้แข็งแกร่งให้เหมาะสมกับเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปนี้ “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องมีปฏิภาณทางธุรกิจ ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ด้านการดำเนินธุรกิจขององค์กร และต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง” 2. HR Technology and Data Analytics การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อค้นหาและเข้าถึงข้อมูลเฉพาะบนโลกออนไลน์นับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นคลังค้นหาข้อมูลที่อัดแน่นด้วยข้อมูลหลากหลายมิติ ต้องทำงานจากข้อมูลจริงของทั้งพนักงาน และสถานการณ์แวดล้อม เพื่อเข้าถึงความต้องการของบุคลากรในองค์กร จัดข้อมูลเพื่อให้ทีมผู้บริหารแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งใช้เครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อให้บุคลากรสนุกกับการตอบคำถาม หรือง่ายต่อการเก็บข้อมูล นั่นแปลว่าองค์กรไม่สามารถจะลงทุนแค่กับเรื่องเทคโนโลยี แต่ต้องพัฒนาทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลให้กับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ด้วย “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีให้ทันยุคเพื่อแสวงหาความต้องการของบุคลากร ต้องอ่านข้อมูลและแปลความหมายได้อย่างถูกต้อง และครบสมบูรณ์” 3. Marketing Expertise จากกระแสโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องเข้าใจสถานการณ์และความต้องการขององค์กร เพื่อที่จะคัดสรรและปรับเปลี่ยนรูปแบบการคัดสรรบุคลากรที่จะเข้าร่วมงานกับองค์กรได้อย่างเหมาะสม ต้องดูแลพนักงาน สื่อสารกับพนักงานเปรียบเสมือนลูกค้า เข้าใจ เป็นมิตร ใกล้ชิด เพื่อจะได้ศึกษา รับรู้พฤติกรรม ความต้องการ และสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานในการขับเคลื่อนองค์กรตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของการทำงานในรูปแบบเดียวกับที่ฝ่ายการตลาดใช้เครื่องมือมาร์เก็ตติ้งในการดึงดูดลูกค้า “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องขายของให้เป็น” 4. HR Agility สภาวะเศรษฐกิจที่เคลื่อนไหวรุนแรงและรวดเร็ว นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับทุกองค์กร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการเพิ่มทักษะใหม่ ๆ ในการทำงานหรือสามารถทำงานมากกว่าที่ตนเองรับผิดชอบได้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับบุคลากรคนอื่น ๆ เกิดการเรียนรู้และเสริมทักษะใหม่ ๆ ให้ได้มากที่สุด “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องพร้อมปรับตัว และสร้างความคล่องตัวให้ได้มากที่สุด” จะเห็นได้ว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญในการติดต่อทั้งภายนอกและภายในองค์กรย่อมต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว รวมทั้งติดองค์ความรู้ เสริมทักษะให้ครบเพื่อเป็นขุมพลังสำคัญให้กับองค์กรต่อไป |
| | 7 ทักษะสำคัญในการเป็นพนักงานขาย 91% ของยอดขายทั่วโลกทำผ่านโทรศัพท์ 80% ของรายได้บริษัทมาจากฝ่ายขาย ในแต่ละปีบริษัทมักสูญเสียลูกค้า 10%-30% มีเพียง 2% ของยอดขายที่เกิดขึ้นจากการเข้าพบผู้มุ่งหวังครั้งแรก 18% ของยอดขายมักล้มเหลวในขั้นตอนปิดการขาย 47% ของลูกค้าเคยซื้อผลิตภัณฑ์/บริการแม้ว่าพวกเขาจะได้รับบริการจากผู้ขายที่ไม่ดี 63% ของผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์/บริการจะไม่ซื้ออย่างน้อย 3 เดือน 20% ของผู้มุ่งหวังจะใช้เวลามากกว่า 1 ปีในการซื้อหลังจากการติดต่อครั้งแรก! มีเพียง 20% ของผู้มุ่งหวังที่ได้รับการโทรติดตาม ส่วนอีก 80% หายไป
7 ทักษะสำคัญในการเป็นพนักงานขาย 1. การเตรียมข้อมูลก่อนพบลูกค้า ก่อนที่จะเข้าพบลูกค้า เราจะต้องทำค้นหาข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับลูกค้า ธุรกิจของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ ที่หามาได้จัดทำเป็นแผนการดำเนินงานในการเข้าพบลูกค้า 2. การปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า/ผู้มุ่งหวัง การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าที่ดีจะสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้าให้อยู่กับเรา ลูกค้าที่รักเราเป็นเสมือนกระบอกเสียงด้านบวกให้กับสินค้า/บริการ เป็นการเพิ่มยอดขายให้กับองค์กร 3. การนำเสนอข้อมูลบริษัท การแนะนำตนเองและนำเสนอข้อมูลบริษัทให้ดูดี เป็นที่น่าจดจำ ย่อมทำให้ความรู้สึกของลูกค้านั้นเป็นบวก 4. การนำเสนอที่สร้างความเชื่อมั่น คล้อยตาม การนำเสนอที่ทำให้ลูกค้ารู้รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้า/การบริการ ผลประโยชน์ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่จะได้รับ เป็นการนำเสนอที่สามารถสร้างความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบ และสามารถเปลี่ยนภาพของเราจากพนักงานขายไปเป็นที่ปรึกษาที่นั่งในใจลูกค้าได้ 5. การเปิด-ปิดการขาย การเปิดการขายเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะถ้าเริ่มต้นไม่ดี ก็จบเห่ ฉะนั้น การเปิดการขายสำคัญพอ ๆ กับการปิดการขาย 6. การเล่าเรื่อง การเล่าเหมือนนิทานหรือนิยาย จะสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ฟังสนใจ และจดจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ดี การเล่าเรื่องเป็นอีกทักษะที่สำคัญเพื่อใช้ในการช่วยการนำเสนอเลยก็ว่าได้ 7. การท้าทายที่สูงขึ้น/ยากขึ้น พนักงานขายจำเป็นต้องมีความท้าทายที่สูงขึ้น/ยากขึ้น โดยตั้งจุดมุ่งหมายที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นแรงผลักดันไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ หลักสูตร : C0010 เทคนิคปิดการขายทันใจ กำไรทะลุเป้า (Sales Techniques) |
| | test2 ffff |
| | บริหารเวลาง่าย ๆ ด้วย “Eisenhower Box” รอบตัวในการทำงานนั้นมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย จนหลาย ๆ ครั้งเราแทบไม่รู้ว่าเราควรที่จะลงมือแก้ปัญหาจากจุดไหนก่อนดี เพราะหลายครั้งเราไม่มีเวลามากพอที่จะจัดการปัญหาทุกอย่างได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงมือจัดการปัญหาตามลำดับความสำคัญ เราขอนำเสนอเทคนิคการใช้ “Eisenhower Box” ซึ่งเครื่องมือนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการบริหารเวลาในการทำงานได้อีกด้วย Eisenhower Box หรือ Eisenhower Matrix เป็นแนวคิดของ Dwight D. Eisenhower ประธานาธิบดีคนที่ 34 ของสหรัฐอเมริกา ที่ทำเพื่อจัดเรียงลำดับความสำคัญของการทำงานผ่านตารางทั้ง 4 ช่อง ได้แก่ งานด่วนและสำคัญ, งานไม่ด่วนแต่สำคัญ, งานด่วนแต่ไม่สำคัญ ไปจนถึงงานที่ไม่ด่วนและไม่สำคัญ หัวใจหลักของการใช้ Eisenhower Box คือการแยกความหมายระหว่างด่วนกับสำคัญ ให้ออกเพื่อจะได้รู้ว่าหน้าที่ของเราที่ได้รับมอบหมายอยู่ควรจัดการอย่างไร ด่วน คือ สิ่งที่ต้องการความสนใจทันที ต้องใช้เวลาตัดสินใจสั้น สำคัญ คือ สิ่งที่ไม่ต้องรีบแต่ก็ต้องทำสักวันในอนาคต หรืองานที่อาศัยการวิเคราะห์และความละเอียด ทำแล้วมีผลระยะยาว รวมถึงเมื่อทำเสร็จเราจะรู้สึกประสบความสำเร็จ หวังว่า Eisenhower Box ที่นำมาฝากกัน จะช่วยให้คุณสามารถจัดการตารางเวลาการทำงานและวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดภาระ และเพิ่มเวลาในชีวิตได้เยอะเลยทีเดียว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://leventje.nl/eisenhower-matrix/ https://www.spica.com/blog/the-eisenhower-matrix
|
| | 5 วิธี เอาชนะ Monday Blues พรุ่งนี้วันจันทร์!!!
เกลียดวันจัทร์ หรือ Monday Blues เป็นอาการที่แค่นึกถึงวันจันทร์ก็ไม่สบายใจแล้ว มีหลายคนเป็นโรคนี้กันจนแทบจะกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมของหลายประเทศไปเลย โรคเกลียดวันจันทร์ ไม่ต้องบำบัด แต่ต้องหาวิธีรับมือ
มาดู 5 วิธีรับมือกับอาการนี้กันดีกว่า
1. รีบเคลียร์งานบ้าน คนทำงานส่วนใหญ่ มักทำงานบ้านวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ทางที่ดี ควรรีบเคลียร์งานบ้านให้เสร็จตั้งแต่วันเสาร์ จะได้ใช้เวลาพักผ่อนแบบเต็มที่ในวันอาทิตย์ ชาร์จพลังให้พร้อมกับมาทำงานอย่างเต็มที่
2. ใช้วันหยุดพักผ่อนให้คุ้มค่าที่สุด บางคนมักจะปล่อยวันหยุดไปกับการนอนตื่นสาย หรือปล่อยเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ แต่สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกคุ้มค่าในวันหยุดคือ การทำในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า น่าจดจำ น่าประทับใจ และมีความสุขไปกับสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราควรวางแผนวันหยุดของเราเอาไว้ ว่าจะทำอะไรบ้างในวันนั้น เช่น วางแผนการไปเที่ยวกับครอบครัว หรือเพื่อนๆ แต่ถ้าไม่อยากออกไปเสี่ยงภายนอกก็อาจจะนัดทานข้าว หรือหากิจกรรมสนุกๆ ทำร่วมกันภายในบ้านก็น่าสนใจค่ะ
3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในคืนวันอาทิตย์ การเข้านอนให้เร็วขึ้นในคืนวันอาทิตย์และนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เพราะหากได้พักผ่อนไม่กี่ชัวโมง แล้วต้องมาตื่นในขณะที่ร่างกายและสมองของคุณยังไม่พร้อม การเริ่มต้นวันจันทร์ของคุณอาจเต็มไปด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า หม่นหมอง อารมณ์ไม่ดี หรือขาดความกระตือรือร้นในการทำงานได้
4. ทำลิสต์สำหรับสัปดาห์ใหม่ที่จะมาถึง สาเหตุที่หลายคนรู้สึกไม่ชอบวันจันทร์อาจเพราะว่าอะไรหลาย ๆ อย่างดูเร่งรีบไปหมด จนทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบในการทำงาน โดยเฉพาะภาระงานที่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าคุณมีการวางแผนที่ดีจดสิ่งที่ต้องทำหรือเขียนแพลนเนอร์เอาไว้ ในแต่ละวันของสัปดาห์คุณต้องทำอะไรบ้าง หรือเคลียร์งานอะไรให้เสร็จ เขียนเดดไลน์ให้ชัดเจน จะช่วยให้คุณสามารถจัดระเบียบชีวิตได้ง่ายขึ้น
5. หาแรงบันดาลใจ ลองหาแรงบันดาลใจในที่ทำงาน จะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น และทำให้วันทำงานของคุณกลายเป็นวันดี ๆ
ทั้งหมดนี้คิอ 5 วิธีการรับมือกับอาการเกลียดวันจันทร์ที่อาจจะช่วยให้ความรู้สึกที่ไม่ชอบนั้นลดลงไปได้บ้าง
ขอบคุณที่มา : https://varnam.my/featured/2022/55788/five-things-to-do-to-get-your-sundays-prepped-for-monday/ |