HIGHLIGHT ACTIVITIES




MY COURSE คอร์สล่าสุด VIEW ALL
FAVORITE COURSE คอร์สโปรด VIEW ALL
NEW COURSE คอร์สใหม่ VIEW ALL
การตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับผู้ใช้งานระบบและผู้ดูแลระบบ

วัตถุประสงค์ 1. มีความรู้ความเข้าใจในการใช้ IT อย่างถูกต้องปลอดภัย 2. มีความรู้ความเข้าใจในภัยคุกคามต่าง ๆ ในโลกของเทคโนโลยี 3. มีความรู้ความเข้าใจในแนวทางการป้องกันภัยคุกคามทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 4. มีความรู้ความเข้าใจในหน้าที่ของตนเองในการใช้งานเทคโนโลยี

การสร้าง Visual Report By Power BI Desktop

"Microsoft Power BI Desktop เป็นโปรแกรมจาก Microsoft ที่สามารถช่วยวิเคราะห์ หรือช่วยสรุปผลข้อมูลจำนวนมากได้ไม่จำกัด จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Excel File, Microsoft Access Database, SQL Server เป็นต้น และสามารถสร้างรูปแบบรายงานเชิงวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพหรือ Business Intelligence (BI) ที่เหมาะสำหรับนำมาสร้างรายงานในรูปแบบ Interactive ได้อย่างรวดเร็ว Power BI Desktop นั้นมีรูปแบบการนำเสนอข้อมูลของกราฟให้เลือกมากมาย สามารถนำไปใช้งานได้ในรูปแบบ Real Time โดยแสดงผลผ่านเว็บไซต์ และอุปกรณ์ Mobile หรือ Tablet ได้อีกด้วยทำให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว พร้อมในการวางแผนการทำงาน หรือกำหนดกลยุทธ์ และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและแม่นยำในทางธุรกิจทำให้คุณนำเสนอได้อย่างมืออาชีพ

สร้างงานนำเสนอให้โดนใจหัวหน้างาน (Excel : PivotTable and PivotChart)

สามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมากด้วย PivotTable ซึ่งได้เจาะลึกการใช้เครื่องมือที่มีใน Excel ในการวิเคราะห์ข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการจัดเรียง (Sort) การใช้ฟิลเตอร์ (Filter) ในการกรองข้อมูล การสรุปข้อมูลแบบมีเงื่อนไข (Conditional Formatting) การวิเคราะห์ข้อมูลรูปแบบแผนภูมิ (Charts) การสรุปข้อมูล (PivotTable) และตัวอย่างการใช้โปรแกรมในการวิเคราะห์ข้อมูล อันเป็นพื้นฐานแนวความคิดและความรู้ในการพัฒนาและออกแบบฐานข้อมูลทางธุรกิจ พร้อมวิธีการปรับแต่งตาราง PivotTable และ PivotChart ให้เหมาะสมกับประเภทงานที่ต้องการนำเสนอ


Recommend โพสต์แนะนำ VIEW ALL

ประชุมอย่างไรให้ได้เรื่อง ได้งานตามที่ต้องการ ?

แค่คิดถึงก็ปวดหัวแล้วสำหรับการประชุมที่กินเวลาทำงานไปครึ่งค่อนวันแต่หาข้อสรุปไม่ได้ ลองใช้เทคนิคการประชุมง่าย ๆ แต่มีประสิทธิภาพกัน เทคนิคนี้เรียกว่า Chunk Up และ Chunk Down

เทคนิคนี้ มีวิธีง่าย ๆ โดยเริ่มการประชุมด้วยการบอกจุดประสงค์หลักให้ทุกคนเห็นภาพรวมในการประชุม หรือ Chunk Up และเจาะรายละเอียดไปเรื่อย ๆ หรือ Chunk Down ระหว่างนี้ ต้องมีการนำ Chunk Up และ Chunk Down มาใช้สลับไปมาตามสถานการณ์ แต่ต้องจบการประชุมด้วยการ Chunk Up เสมอ เพื่อรวบรวมความคิดและหาบทสรุปของที่ประชุมนั้น นั่นเอง

นอกจากเทคนิค Chunk Up และ Chunk Down แล้ว ยังมีอีก 3 สิ่งที่ผู้เข้าร่วมการประชุมต้องทำหลังจากประชุมเสร็จ ซึ่งนอกจากจะไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

1. สรุปทุกใจความสำคัญรวมถึงสิ่งที่ต้องทำต่อ

ก่อนที่ทุกคนจะเดินออกจากห้องประชุม คุณควรจะแบ่งเวลาสั้น ๆ ให้มีการสรุปหัวข้อสำคัญ และการตัดสินใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในที่ประชุมให้เรียบร้อย รวมถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ข้อสรุปด้วยเพื่อที่จะมาพูดคุยกันต่อในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งข้อดีของการทำสิ่งนี้คือทุกคนออกจากห้องประชุมไปด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน และไม่พลาดหัวข้อสำคัญ

2. กำหนดผู้รับผิดชอบและกำหนดเวลาส่งงาน

ในทุกการประชุมจะต้องกำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนและกำหนดเวลาที่ต้องการให้งานเสร็จ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผลสรุปที่ได้จากการประชุมจะถูกนำไปปฎิบัติ 

3. สอบถามความเห็นหลังจบประชุม

อย่าลืมว่าการประชุมต้องใช้ทรัพยากรมากมาย ถ้าการประชุมในแต่ละครั้งไม่มีการปรับปรุงก็อาจเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งอาจใช้วิธีพูดคุยกับทุกคน หรือเลือกสุ่มคุยเฉพาะบางคน เวลาที่เหมาะสมคือต้องทำหลังจบการประชุม ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนยังมีอารมณ์ร่วมอยู่ว่าการประชุมมีประสิทธิภาพหรือไม่ ใช้เวลานานเกินไปหรือไม่ วันเวลา สถานที่เหมาะสมหรือไม่ ส่วนไหนที่คิดว่าอยากให้ปรับปรุง หรือส่วนไหนที่อยากให้เพิ่มเข้ามา ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะต้องทำไปจนกว่าจะเจอระบบหรือวิธีการประชุมที่ลงตัวที่สุดสำหรับทีมของคุณ

จะเห็นได้ว่าการประชุมที่มีประสิทธิภาพเกิดจากผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนร่วมกัน brainstorm เพื่อสุ่มหัวผุดไอเดียเจ๋ง ๆ และสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดที่จะทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้น คือ ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนจะต้องเดินตามกฎ กติกาที่กำหนดขึ้นมา นั่นเอง

 

ขอบคุณที่มาจาก : https://excellenceassured.com/nlp-training/nlp-training-courses-online/how-can-nlp-help-me/chunking-chunking-chunking-across

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 

สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้จากหลักสูตร : C65016 Effective Meeting Management  เทคนิคการประชุมอย่างมีประสิทธิผล


ต่าง Gen ต่างวัย หลายความคิด ก็ทำงานร่วมกันได้

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในยุคปัจจุบันนี้ องค์กรส่วนใหญ่มีพนักงานที่ทำงานในองค์กรครบทุก Generation ไม่ว่าจะเป็น… 

Baby Boomer (พ.ศ. 2489 - 250) ซึ่งส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร 

Generation X (พ.ศ. 2508-2522) ก็น่าจะดำรงตำแหน่งในระดับผู้บริหารระดับสูง และระดับกลางขององค์กร 

Generation Y (พ.ศ. 2523 - 2540) ส่วนใหญ่แล้วตอนนี้มักจะอยู่ในตำแหน่งงานที่อยู่ในระดับ หัวหน้าทีม รุ่นพี่ในที่ทำงาน 

Generation Z (พ.ศ. 2540 ขึ้นไป) เป็นกลุ่มพนักงานที่เพิ่งเข้ามาทำงานกับองค์กร เป็นคนรุ่นใหม่ ที่กำลังทยอยเข้ามาสู่ตลาดแรงงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมีสัดส่วนในที่ทำงานมากกว่า 20% ในปี 2566 จะเพิ่มเป็น 25% และเป็นคนรุ่นใหม่ที่หลาย ๆ องค์กรต่างก็ให้ความสำคัญในการดึงดูด และรักษาไว้

 

Generation Gap ถือเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร เนื่องจากต่าง Gen ต่างวัย หลายความคิด ส่งผลให้คนในองค์กรมีพฤติกรรม ความคิด ความเชื่อ และรูปแบบในการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งความต่างนั้นสามารถเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือความหลากหลายจะเป็นขุมพลังแห่งความคิด ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากมาย ข้อเสียก็คือความคิดบางอย่างของคนแต่ละช่วงวัยอาจแตกต่างกันเกินไป

 

การทำงานเป็นทีมถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในองค์กร เพราะไม่มีใครสามารถที่จะทำงานด้วยตัวคนเดียวได้ ในปัจจุบันพนักงานมาจากต่าง Gen ซึ่งคนเหล่านี้ล้วนมาจากต่างที่มา ต่างความคิด และต่างประสบการณ์ แต่ต้องมาทำงานร่วมกัน โดยมีโจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้คนที่มาจากต่าง Gen ทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้

 

การทำงานเป็นทีมคนที่สำคัญที่สุดก็คือหัวหน้า เพราะหัวหน้าต้องทำหน้าที่ในการจัดสรรว่าใครควรจะอยู่ที่ไหน และทำงานอะไร ที่สำคัญคือการเป็น Facilitator ที่คอยเชื่อมคนทำงานเข้าด้วยกัน ช่วยให้คนในทีมแสดงผลงานได้ดีที่สุด โดยทำให้ทีมมีอุปสรรคในการทำงานน้อยที่สุด นอกจากนี้ การพูดคุยกัน การให้เกียรติกัน และการมองภาพที่เป้าหมายเดียวกัน จะช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี อีกทั้งส่งผลให้งานมีประสิทธิภาพในทุกมุมมองอีกด้วย

 


5 ข้อดีของการฝึกอบรมออนไลน์

หากมองไปรอบ ๆ ตัว คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้เป็นยุคของโลก “เทคโนโลยี” ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ ความเป็นอยู่ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปโดยอัตโนมัติ หลายองค์กรก็นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของการทำงาน ไปจนถึงการฝึกอบรมพนักงาน การอบรมออนไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลาย ๆ องค์กรเลือกเพื่อพัฒนาพนักงานของตัวเอง เรามาดู 5 ข้อดีของการฝึกอบรมออนไลน์กัน

1. มีความยืดหยุ่นในการเรียน

การฝึกอบรมแบบเดิม ๆ (จัด In-house หรือการส่งพนักงานไปอบรมภายนอก) พนักงานต้องหยุดงานเพื่อไปอบรม เมื่อกลับมาก็ต้องสะสางงานที่ต้องทำในช่วงที่ไปอบรม ทำให้ไม่สามารถนำความรู้ที่ได้อบรมมาใช้กับงานได้ทันทีและอาจหลงลืมเนื้อหา แต่การอบรมออนไลน์จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า สามารถลดข้อจำกัดข้างต้นได้เพราะพนักงานสามารถเรียนได้ทุกทีทุกเวลา (Everywhere Every Time) ไม่จำเป็นต้องเดินทางหรือหยุดงาน ซึ่งพนักงานสามารถใช้เวลาว่างจากการทำงานมาเรียนได้ 

2. ลดค่าใช้จ่าย 

การจัด In-house หรือการส่งพนักงานไปอบรมภายนอกมักจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง (ค่าวิทยากร ค่าเดินทาง ค่าสถานที่ ค่าอาหาร ฯลฯ) การอบรมออนไลน์จะช่วยให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งในปัจจุบันเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม แอพพลิเคชันต่าง ๆ ได้ถูกพัฒนาให้รองรับการใช้งานกับทุก ๆ อุปกรณ์ เพียงเชื่อมต่อผ่านอินเตอร์เน็ตพนักงานก็สามารถอบรมออนไลน์ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ สามารถเรียนหรือทบทวนได้ ซึ่งต่างจากการฝึกอบรมแบบเดิม ๆ ที่อบรมแบบครั้งเดียวจบ

3. ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) 

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประชาคมโลกต่างทยอยหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น องค์กรต่าง ๆ เองก็หันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดอย่างจริงจัง การอบรมออนไลน์จึงเป็นหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) เพราะพนักงานไม่จำเป็นต้องเดินทางไปอบรมภายนอกและไม่จำเป็นต้องทำเอกสารประกอบการอบรม ซึ่งวิธีนี้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ได้มาก เพราะการอบรมออนไลน์จะเป็นการเรียนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต

4. เนื้อหาและรูปแบบการฝึกอบรมที่เหมือนกัน

การฝึกอบรมแบบเดิม ๆ อาจมีรูปแบบหรือเนื้อหาที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง ซึ่งอาจมีอารมณ์ของผู้สอนเป็นปัจจัยร่วม แต่ในขณะที่การอบรมออนไลน์จะมีการสอน การนำเสนอในรูปแบบเดียวกัน และเนื้อเหมือนกันทุกประการ ดังนั้นไม่ว่าพนักงานคนใดที่เรียนจบหลักสูตรนี้ก็จะรับความรู้เหมือนกันทุกประการ

5. ง่ายต่อการจัดฝึกอบรม 

การอบรมแบบออนไลน์จะช่วยให้ HR วางแผนและบริหารจัดการในการฝึกอบรมได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่ต้องรวบรวมพนักงาน ไม่ต้องจัดหาวิทยากร จัดหาสถานที่ ฯลฯ เพราะพนักงานทุกคนสามารถเรียนได้ในที่ทำงานของตัวเอง ดังนั้น HR สามารถวางแผนการพัฒนาบุคลากรแบบระยะยาวได้เลย อีกทั้งยังสามารถติดตามความคืบหน้าและวัดผลการเรียนของพนักงานได้บ่อยขึ้นผ่านออนไลน์ 

 

ทั้งหมดที่กว่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อดีของการจัดฝึกอบรมออนไลน์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการฝึกอบรมออนไลน์เหล่านี้จึงมีบทบาทสำคัญในหลาย ๆ องค์กร  

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.beingguru.com/2021/09/key-benefits-of-e-learning/

Popular โพสต์สำคัญ VIEW ALL

เคล็ดลับเพื่อชีวิตที่สมดุล ด้วยสูตร “8:8:8"

เราทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่หลายคนมักบ่นว่าไม่มีเวลา! ทำงานไม่ทัน! มาบริการจัดการเวลาเพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิต เพราะชีวิตเราไม่ได้มีแต่งานเพียงอย่างเดียว มาแบ่งเวลาดูแลตัวเอง และคนที่เรารักด้วยสูตร “8:8:8” กัน

สูตร “8:8:8” เกิดขึ้นมานานนับร้อยปีแล้ว ตั้งแต่สมัยปี ค.ศ.1810 โดยผู้ที่คิดค้นหลักการนี้ขึ้นมาก็คือ โรเบริ์ต โอเวน (Robert Owen) นักเศรษฐศาสตร์และนักปฏิรูปทางสังคมชาวอังกฤษ ซึ่งกลายมาเป็นมาตรฐานของการสร้างสมดุลให้กับชีวิตตลอดจนการแบ่งเวลาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาจนถึงปัจจุบัน

สูตร “8:8:8” เป็นการแบ่งจำนวน 24 ชั่วโมงของ 1 วัน ออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กันคือ

8 ชั่วโมงแรก: อยู่กับงานให้เต็มที่ (Work Smart) เป็นช่วงเวลาที่เราใช้สำหรับการทำงาน ซึ่งในแต่ละวันเราควรตั้งเป้าหมายและจัดลำดับความสำคัญของงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและทำงานอย่างเต็มที่ แต่ก็ควรหาเวลาพักเบรกระหว่างทำงานด้วย เช่น 1 ชั่วโมง พัก 5 นาที ไปเข้าห้องน้ำ เดินเล่น ฟังเพลง เพื่อลดความเครียดในการทำงาน

8 ชั่วโมงที่สอง: ดูแลตัวเองและครอบครัว (Quality Time) เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ของตนเอง พูดคุยทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ออกกำลังกาย ออกไปท่องเที่ยว พบปะเพื่อฝูง หรือทำงานอดิเรก

8 ชั่วโมงที่สาม: พักผ่อนให้เพียงพอ (Live Well) เป็นช่วงเวลาสำหรับการพักผ่อนและการนอน เพราะสุขภาพคนเราจะดีได้ ต้องมีการนอนหลับให้เพียงพอไม่น้อยกว่า 7 – 8 ชั่วโมง การนอนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพดีทั้งในแง่ของการฟื้นฟูพละกำลัง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ โดยเฉพาะในเรื่องการทำงานของฮอร์โมนที่จะควบคุมการทำงานของร่างกาย และยังช่วยในแง่ของการเผาผลาญพลังงานที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับอีกด้วย

สูตรการบริหารเวลา “8:8:8” จะช่วยให้เราจัดสรรเวลาในด้านต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถที่จะยืดหยุ่นเวลาได้ตามไลฟ์สไตล์ของเรา ซึ่งทางที่ดีที่สุดควรให้แต่ละด้านมีเวลาเท่า ๆ กัน และเมื่อเราจัดการเวลาได้ดีแล้ว ชีวิตของเราก็จะสมดุล


HR 4.0 กับความท้าทายที่ต้องเรียนรู้

หลายคนต้องเคยได้ยินมาแล้วว่า ในโลกยุค Disruptive World จะมีคนจำนวนมากที่ถูกหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ในการทำงาน หลาย ๆ อาชีพจะหมดไป ตัวอย่างเช่น อาลีบาบา (Alibaba)เริ่มมีการพัฒนาและทดลองระบบสมองกล Artificial Intelligence (AI) ในวงการแพทย์

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก็ถึงเวลาที่ต้องเพิ่มศักยภาพและใช้นวัตกรรมเพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

คุณอริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ เอสอีเอซี (SEAC) ศูนย์พัฒนาผู้นำ และผู้บริหารระดับสูง เปิดเผยว่า หากเปรียบเทียบการทำการศึก “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล” (Human Resources) เป็นเหมือนแม่ทัพเงาขององค์กร  ที่ต้งเก่งทั้งบุ๋น และบู๊ เพราะเป็นหน้าด่านสำคัญในการสรรหาบุคคลากรเข้าสู่องค์กร

ดังนั้น ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุค 4.0 ให้ทันท่วงที ต้องเสริมศักยภาพใหม่ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดใจคนกลุ่มใหม่ ๆ เข้าสู่องค์กร

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ในหลายองค์กรต่างให้ความคิดเห็นที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับองค์ความรู้ในการยกระดับ และพัฒนาบุคลากรด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้เป็น 4 ทักษะ ดังนี้

1. Business Acumen

ทุกวันนี้เศรษฐกิจมีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว กลุ่มลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรม และความสนใจตลอดเวลา องค์กรต้องทำงานด้วยความเร็ว ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ยุคใหม่ ก็ต้องอ่านเกมส์ทั้งในเรื่องบุคลากรและวัตถุประสงค์ขององค์กรได้อย่างชัดเจน

ซึ่งนับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้บุคลากรในองค์กรต้องเสริมทักษะ สร้างความหลากหลาย สามารถปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ นอกจากนี้ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก็ต้องปรับเปลี่ยนการคัดสรรคอร์สการเรียนรู้เพื่อเสริมบุคลากรให้แข็งแกร่งให้เหมาะสมกับเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปนี้

“ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องมีปฏิภาณทางธุรกิจ ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ด้านการดำเนินธุรกิจขององค์กร และต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง”

2. HR Technology and Data Analytics

การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อค้นหาและเข้าถึงข้อมูลเฉพาะบนโลกออนไลน์นับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นคลังค้นหาข้อมูลที่อัดแน่นด้วยข้อมูลหลากหลายมิติ ต้องทำงานจากข้อมูลจริงของทั้งพนักงาน และสถานการณ์แวดล้อม เพื่อเข้าถึงความต้องการของบุคลากรในองค์กร จัดข้อมูลเพื่อให้ทีมผู้บริหารแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งใช้เครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อให้บุคลากรสนุกกับการตอบคำถาม หรือง่ายต่อการเก็บข้อมูล นั่นแปลว่าองค์กรไม่สามารถจะลงทุนแค่กับเรื่องเทคโนโลยี แต่ต้องพัฒนาทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลให้กับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ด้วย

“ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีให้ทันยุคเพื่อแสวงหาความต้องการของบุคลากร ต้องอ่านข้อมูลและแปลความหมายได้อย่างถูกต้อง และครบสมบูรณ์”

3. Marketing Expertise 

จากกระแสโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องเข้าใจสถานการณ์และความต้องการขององค์กร เพื่อที่จะคัดสรรและปรับเปลี่ยนรูปแบบการคัดสรรบุคลากรที่จะเข้าร่วมงานกับองค์กรได้อย่างเหมาะสม ต้องดูแลพนักงาน สื่อสารกับพนักงานเปรียบเสมือนลูกค้า เข้าใจ เป็นมิตร ใกล้ชิด เพื่อจะได้ศึกษา รับรู้พฤติกรรม ความต้องการ และสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานในการขับเคลื่อนองค์กรตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของการทำงานในรูปแบบเดียวกับที่ฝ่ายการตลาดใช้เครื่องมือมาร์เก็ตติ้งในการดึงดูดลูกค้า

“ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องขายของให้เป็น”

4. HR Agility

สภาวะเศรษฐกิจที่เคลื่อนไหวรุนแรงและรวดเร็ว นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับทุกองค์กร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการเพิ่มทักษะใหม่ ๆ ในการทำงานหรือสามารถทำงานมากกว่าที่ตนเองรับผิดชอบได้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับบุคลากรคนอื่น ๆ เกิดการเรียนรู้และเสริมทักษะใหม่ ๆ ให้ได้มากที่สุด

“ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องพร้อมปรับตัว และสร้างความคล่องตัวให้ได้มากที่สุด”

จะเห็นได้ว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญในการติดต่อทั้งภายนอกและภายในองค์กรย่อมต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว รวมทั้งติดองค์ความรู้ เสริมทักษะให้ครบเพื่อเป็นขุมพลังสำคัญให้กับองค์กรต่อไป


7 ทักษะสำคัญในการเป็นพนักงานขาย

91% ของยอดขายทั่วโลกทำผ่านโทรศัพท์

80% ของรายได้บริษัทมาจากฝ่ายขาย

ในแต่ละปีบริษัทมักสูญเสียลูกค้า 10%-30%

มีเพียง 2% ของยอดขายที่เกิดขึ้นจากการเข้าพบผู้มุ่งหวังครั้งแรก 

18% ของยอดขายมักล้มเหลวในขั้นตอนปิดการขาย

47% ของลูกค้าเคยซื้อผลิตภัณฑ์/บริการแม้ว่าพวกเขาจะได้รับบริการจากผู้ขายที่ไม่ดี

63% ของผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์/บริการจะไม่ซื้ออย่างน้อย 3 เดือน

20% ของผู้มุ่งหวังจะใช้เวลามากกว่า 1 ปีในการซื้อหลังจากการติดต่อครั้งแรก!

มีเพียง 20% ของผู้มุ่งหวังที่ได้รับการโทรติดตาม ส่วนอีก 80% หายไป

 

7 ทักษะสำคัญในการเป็นพนักงานขาย

1. การเตรียมข้อมูลก่อนพบลูกค้า

ก่อนที่จะเข้าพบลูกค้า เราจะต้องทำค้นหาข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับลูกค้า ธุรกิจของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ ที่หามาได้จัดทำเป็นแผนการดำเนินงานในการเข้าพบลูกค้า

2. การปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า/ผู้มุ่งหวัง

การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าที่ดีจะสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้าให้อยู่กับเรา ลูกค้าที่รักเราเป็นเสมือนกระบอกเสียงด้านบวกให้กับสินค้า/บริการ เป็นการเพิ่มยอดขายให้กับองค์กร

3. การนำเสนอข้อมูลบริษัท

การแนะนำตนเองและนำเสนอข้อมูลบริษัทให้ดูดี เป็นที่น่าจดจำ ย่อมทำให้ความรู้สึกของลูกค้านั้นเป็นบวก

4. การนำเสนอที่สร้างความเชื่อมั่น คล้อยตาม

การนำเสนอที่ทำให้ลูกค้ารู้รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้า/การบริการ ผลประโยชน์ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่จะได้รับ เป็นการนำเสนอที่สามารถสร้างความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบ และสามารถเปลี่ยนภาพของเราจากพนักงานขายไปเป็นที่ปรึกษาที่นั่งในใจลูกค้าได้

5. การเปิด-ปิดการขาย

การเปิดการขายเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะถ้าเริ่มต้นไม่ดี ก็จบเห่ ฉะนั้น การเปิดการขายสำคัญพอ ๆ กับการปิดการขาย 

6. การเล่าเรื่อง

การเล่าเหมือนนิทานหรือนิยาย จะสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ฟังสนใจ และจดจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ดี การเล่าเรื่องเป็นอีกทักษะที่สำคัญเพื่อใช้ในการช่วยการนำเสนอเลยก็ว่าได้

7. การท้าทายที่สูงขึ้น/ยากขึ้น

พนักงานขายจำเป็นต้องมีความท้าทายที่สูงขึ้น/ยากขึ้น โดยตั้งจุดมุ่งหมายที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นแรงผลักดันไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

 

สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ หลักสูตร : C0010 เทคนิคปิดการขายทันใจ กำไรทะลุเป้า (Sales Techniques)

Latest โพสต์ล่าสุด VIEW ALL

test2

ffff


บริหารเวลาง่าย ๆ ด้วย “Eisenhower Box”

รอบตัวในการทำงานนั้นมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย จนหลาย ๆ ครั้งเราแทบไม่รู้ว่าเราควรที่จะลงมือแก้ปัญหาจากจุดไหนก่อนดี เพราะหลายครั้งเราไม่มีเวลามากพอที่จะจัดการปัญหาทุกอย่างได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงมือจัดการปัญหาตามลำดับความสำคัญ เราขอนำเสนอเทคนิคการใช้ “Eisenhower Box” ซึ่งเครื่องมือนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการบริหารเวลาในการทำงานได้อีกด้วย

Eisenhower Box หรือ Eisenhower Matrix เป็นแนวคิดของ Dwight D. Eisenhower ประธานาธิบดีคนที่ 34 ของสหรัฐอเมริกา ที่ทำเพื่อจัดเรียงลำดับความสำคัญของการทำงานผ่านตารางทั้ง 4 ช่อง ได้แก่ งานด่วนและสำคัญ, งานไม่ด่วนแต่สำคัญ, งานด่วนแต่ไม่สำคัญ ไปจนถึงงานที่ไม่ด่วนและไม่สำคัญ

หัวใจหลักของการใช้ Eisenhower Box คือการแยกความหมายระหว่างด่วนกับสำคัญ ให้ออกเพื่อจะได้รู้ว่าหน้าที่ของเราที่ได้รับมอบหมายอยู่ควรจัดการอย่างไร

ด่วน คือ สิ่งที่ต้องการความสนใจทันที ต้องใช้เวลาตัดสินใจสั้น

สำคัญ คือ สิ่งที่ไม่ต้องรีบแต่ก็ต้องทำสักวันในอนาคต หรืองานที่อาศัยการวิเคราะห์และความละเอียด ทำแล้วมีผลระยะยาว รวมถึงเมื่อทำเสร็จเราจะรู้สึกประสบความสำเร็จ

หวังว่า Eisenhower Box ที่นำมาฝากกัน จะช่วยให้คุณสามารถจัดการตารางเวลาการทำงานและวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดภาระ และเพิ่มเวลาในชีวิตได้เยอะเลยทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก : 

https://leventje.nl/eisenhower-matrix/

https://www.spica.com/blog/the-eisenhower-matrix

 


5 วิธี เอาชนะ Monday Blues

พรุ่งนี้วันจันทร์!!!

 

เกลียดวันจัทร์ หรือ Monday Blues เป็นอาการที่แค่นึกถึงวันจันทร์ก็ไม่สบายใจแล้ว มีหลายคนเป็นโรคนี้กันจนแทบจะกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมของหลายประเทศไปเลย

โรคเกลียดวันจันทร์ ไม่ต้องบำบัด แต่ต้องหาวิธีรับมือ

 

มาดู 5 วิธีรับมือกับอาการนี้กันดีกว่า

 

1. รีบเคลียร์งานบ้าน

คนทำงานส่วนใหญ่ มักทำงานบ้านวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ทางที่ดี ควรรีบเคลียร์งานบ้านให้เสร็จตั้งแต่วันเสาร์ จะได้ใช้เวลาพักผ่อนแบบเต็มที่ในวันอาทิตย์ ชาร์จพลังให้พร้อมกับมาทำงานอย่างเต็มที่

 

2. ใช้วันหยุดพักผ่อนให้คุ้มค่าที่สุด

บางคนมักจะปล่อยวันหยุดไปกับการนอนตื่นสาย หรือปล่อยเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ แต่สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกคุ้มค่าในวันหยุดคือ การทำในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า น่าจดจำ น่าประทับใจ และมีความสุขไปกับสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราควรวางแผนวันหยุดของเราเอาไว้ ว่าจะทำอะไรบ้างในวันนั้น เช่น วางแผนการไปเที่ยวกับครอบครัว หรือเพื่อนๆ แต่ถ้าไม่อยากออกไปเสี่ยงภายนอกก็อาจจะนัดทานข้าว หรือหากิจกรรมสนุกๆ ทำร่วมกันภายในบ้านก็น่าสนใจค่ะ

 

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในคืนวันอาทิตย์

การเข้านอนให้เร็วขึ้นในคืนวันอาทิตย์และนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เพราะหากได้พักผ่อนไม่กี่ชัวโมง แล้วต้องมาตื่นในขณะที่ร่างกายและสมองของคุณยังไม่พร้อม การเริ่มต้นวันจันทร์ของคุณอาจเต็มไปด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า หม่นหมอง อารมณ์ไม่ดี หรือขาดความกระตือรือร้นในการทำงานได้

 

4. ทำลิสต์สำหรับสัปดาห์ใหม่ที่จะมาถึง

สาเหตุที่หลายคนรู้สึกไม่ชอบวันจันทร์อาจเพราะว่าอะไรหลาย ๆ อย่างดูเร่งรีบไปหมด จนทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบในการทำงาน โดยเฉพาะภาระงานที่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าคุณมีการวางแผนที่ดีจดสิ่งที่ต้องทำหรือเขียนแพลนเนอร์เอาไว้ ในแต่ละวันของสัปดาห์คุณต้องทำอะไรบ้าง หรือเคลียร์งานอะไรให้เสร็จ เขียนเดดไลน์ให้ชัดเจน จะช่วยให้คุณสามารถจัดระเบียบชีวิตได้ง่ายขึ้น

 

5. หาแรงบันดาลใจ

ลองหาแรงบันดาลใจในที่ทำงาน จะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น และทำให้วันทำงานของคุณกลายเป็นวันดี ๆ

 

ทั้งหมดนี้คิอ 5 วิธีการรับมือกับอาการเกลียดวันจันทร์ที่อาจจะช่วยให้ความรู้สึกที่ไม่ชอบนั้นลดลงไปได้บ้าง

 

ขอบคุณที่มา : https://varnam.my/featured/2022/55788/five-things-to-do-to-get-your-sundays-prepped-for-monday/