| | เมื่อตกอยู่ในภาวะ “หมดไฟ” ควรทำอย่างไร? คุณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่ - อยากเลี่ยงปัญหา - เริ่มมองงานหรือคนอื่นในแง่ร้าย - สงสัยความสามารถของตนเอง - ผัดวันประกันพรุ่ง - เริ่มมาทำงานสายบ่อยขึ้น - คิดเรื่องลาออก อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณเริ่มเกิดภาวะหมดไฟ หากคุณเกิดภาวะหมดไฟ เรามีวิธีรับมือเมื่อคุณอยู่ในอาการภาวะหมดไฟในการทำงานมาฝากกัน โดยอาจเริ่มจากปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น - ไม่ด่วนตัดสินคนอื่น ยอมรับความแตกต่างของคน และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่อาจไม่ตรงกัน - แสวงหาความช่วยเหลือ และอาจหาที่ปรึกษา เพื่อคลายความเครียด - ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ - จัดระเบียบการทำงานให้ลุล่วงตามลำดับความสำคัญ - หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ - หากิจกรรมผ่อนคลายทำในช่วงวันหยุด หรือลาพักร้อนเพื่อไปผ่อนคลายจากงานสักพัก - ลดการสื่อสารในโลกโซเชียลลง เพราะการเล่นโซเชียลมาก ๆ ส่งผลให้เกิดความเครียดจากการรับข้อมูลข่าวสารที่มากเกินไป ขอบคุณที่มาจาก : https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1385 |
| | 9 สิ่งที่คุณควรทำรับปีใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เผลอแป๊บเดียว เราก็เข้าสู่ปี 2565 กันแล้ว สำหรับบางคนยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการ เรามาวางแผนชีวิตและการทำงานต้อนรับปีใหม่ด้วยเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน ที่จะทำให้ชีวิตมั่นคงกันดีกว่า 1. เคลียร์งานเก่าที่คั่งค้าง รวบรวมงานทั้งหมดที่ยังคั่งค้างอยู่จากปีที่ผ่านมา เช็คอย่างรอบคอบว่างานชิ้นไหนต้องรีบจัดการให้เสร็จสิ้น จัดลำดับความสำคัญของงานนั้น ๆ ติดต่อประสานงานกับผู้เกี่ยวข้อง อัพเดทความเคลื่อนไหวกับเจ้านายหรือทีมงานของคุณและทำงานนั้นทันที หากติดขัดตรงไหนก็ให้รีบหาทางแก้ รับรองว่าไม่ใช่แค่งานจะเสร็จเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างความสบายใจแบบปลอดโปร่งโล่งสบายให้ตัวคุณอีกด้วย ที่คุณทำงานทุกอย่างของปีที่ผ่านมาเสร็จเรียบร้อยโดยสมบูรณ์ 2. สะสางและแบ็คอัพข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ทำงานมาทั้งปีข้อมูลต่าง ๆ คงอยู่รกเต็มหน้าจอและฮาร์ดดิสก์ เริ่มต้นปีใหม่แบบนี้งานยังไม่มากไม่เร่งด่วนก็ควรแบ่งเวลาสักนิดมาสะสางข้อมูลเก่า ๆ ในคอมพิวเตอร์บ้าง โปรเจคไหนจบไปแล้วก็จัดแจงใส่โฟลเดอร์เก็บไว้ในไดร์ฟกลางของบร้ษัทให้เรียบร้อย ไฟล์ไหนไม่ได้ใช้ก็ลบออกบ้างจะได้เพิ่มพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งจะช่วยให้การทำงานในปีใหม่นี้ของคุณสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมแบ็คอัพงานเก่า ๆ ที่ยังคิดว่าจำเป็นต้องใช้ในอนาคตไว้ด้วยนะ ก่อนที่จะลบทิ้ง เพราะการกู้ข้อมูลกลับมาบางทีไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 3. ลด ละ เลิกการทำงานแบบเก่า ช่วงปลายปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่หลายคนผ่านการประเมินผลงานกันมาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่คุณจะได้สำรวจตัวเองและสัญญากับตัวเองว่า “จะลด ละ เลิกพฤติกรรมการทำงานแบบเก่า ๆ” ที่ไม่ส่งผลดีต่อการทำงาน เช่น การมาสาย การทำงานผิดพลาด การขาดความตั้งใจในการทำงาน แล้วตั้งหน้าตั้งตาเริ่มต้นใหม่กับสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้การทำงานของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น 4. ตั้งเป้าหมายในการทำงาน ปีใหม่แล้วคุณควรวางแผนเตรียมงานใหม่ที่จะเข้ามาตั้งแต่ต้นปีไว้แต่เนิ่น ๆ หากใครมีลูกน้องที่ต้องดูแลก็ควรจะจัดสรรหน้าที่ของลูกน้องและเตรียมแผนพัฒนาลูกน้องของคุณด้วย คุณควรวางเป้าหมายการทำงานและกำหนดเวลาของงานแต่ละชิ้นไว้ว่าควรจะดำเนินการอย่างไร และต้องเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ทำเป็น Roadmap ได้เลยยิ่งดี เพราะจะช่วยให้คุณมีแผนที่ในการทำงาน ไม่หลงทาง และช่วยติดตามการทำงานได้อย่างไม่ยาก ที่สำคัญเป้าหมายที่วางไว้ต้องตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรด้วย เมื่อปีใหม่มาถึงคุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาเตรียมงานอีก สามารถเริ่มงานตามแผนได้ทันที 5. ลองเรียนรู้ ลองทำสิ่งใหม่ โลกการทำงานยุคนี้ การมีทักษะ ความรู้ และความสามารถที่หลากหลายถือเป็นสิ่งจำเป็นมากในองค์กรยุคใหม่ เพราะฉะนั้น ในการเริ่มต้นปีใหม่นี้คุณอาจจะลองมองหาสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเรียนรู้ ต้องทำให้ได้ เช่น เรียนภาษาที่สาม ลองเล่นกีฬา หรือหาความรู้เฉพาะด้านอย่างลึกซึ้ง สิ่งนี้นอกจากจะช่วยให้คุณได้อัพเลเวลศักยภาพของตัวเองแล้ว ยังช่วยจุดไฟในตัวคุณให้อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลดีกับตัวคุณเองในระยะยาวด้วย 6. จัดโต๊ะทำงานรับปีใหม่ นอกจากผลงานของการทำงานจะสำคัญแล้ว บรรยากาศในการทำงานก็จะช่วยให้คุณสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น สิ่งง่าย ๆ ที่ทำได้ทันทีคือการจัดโต๊ะทำงานของคุณให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จัดวางเอกสาร ของใช้ต่าง ๆ ให้ดูสะอาดสวยงาม หยิบจับหาใช้ได้อย่างคล่องตัว หรือหากมีความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย คุณอาจศึกษาวิธีการจัดโต๊ะตามหลักฮวงจุ้ยเพื่อรับสิ่งมงคลที่จะเข้ามาตลอดปี 7. คิดบวกกับตนเองให้มากขึ้น คนเรามักมีเรื่องที่ดีและไม่ดีเข้ามาในชีวิตสลับกันไปมาอยู่เสมอ เรื่องที่ดีก็จดจำไว้เป็นกำลังใจ เรื่องที่แย่ก็ปล่อยมันทิ้งออกไปจากสมองบ้าง อย่าเก็บแต่เรื่องที่ไม่ดี เรื่องทำให้ไม่สบายใจหรือเป็นทุกข์จงบอกแต่เรื่องที่เป็นบวก เรื่องที่ทำให้สบายใจ การมองโลกในแง่บวกเสมอ ๆ จะทำให้คุณมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น และนั่นแหละจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่างที่คุณจะพบเจอในปีใหม่นี้ได้อย่างง่ายดาย 8. รู้จักให้อภัยและเห็นอกเห็นใจ ชีวิตไปในแต่ละวัน มันก็มีบางครั้งที่คุณอาจคนอื่นบ้างทำให้คนอื่นไม่พอใจ หรือบางครั้งก็มีคนที่ทำให้คุณไม่พอใจและไม่สบายใจ เริ่มต้นปีใหม่แบบนี้ลองให้อภัยคนที่คุณเคยโกรธเคยเกลียดบ้าง มันช่วยให้ชีวิตคุณสดใสขึ้นมาก ยิ่งเรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจคนอื่นยิ่งทำให้โกรธเกลียดคนน้อยลง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดี ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู 9. ดูแลสุขภาพและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ปีที่แล้วบางคนอาจอ้างว่า “ยุ่ง” ตลอดทั้งปี ถ้าคุณไม่อยากให้ตัวเองแก่ก่อนวัย และล้มป่วยง่าย ก็ควรปฏิวัติตัวคุณเองสักที ก็ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าคุณคิดจะทำจริง ๆ แค่ต้องมีความมุ่งมั่นสักหน่อยเท่านั้น ลองนำ 9 เคล็ดลับที่แนะนำไปใช้ดูนะ แล้วปีใหม่ของคุณจะเป็นปีที่ดีงาม อนาคตที่สดใสรอคุณอยู่ สู้ ๆ |
| | 10 ทักษะการทำงานที่ต้องมีก่อนปี 2025 จากรายงาน The Future of Jobs โดย World Economic Forum (WEF) คาดการณ์ว่าภายในปี 2025 ทักษะการทำงานที่เป็นที่ต้องการจะเปลี่ยนไปจากเดิม อุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น โดยคาดว่าภายในปี 2022 สัดส่วนการทำงานร่วมกันระหว่างคนและเครื่องจักรหรือระบบอัลกอริทึม (Algorithm) จะอยู่ที่คน 58% และเครื่องจักร 42% จากเทรนด์ดังกล่าว อาจทำให้พนักงานที่มีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดมีโอกาสเสี่ยงตกงานสูง ในขณะเดียวกันทักษะที่มีอยู่แล้วอาจมีการเปลี่ยนแปลงและต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มพูนทักษะและทำให้มีความก้าวหน้าในการทำงานมากยิ่งขึ้น มาดูทักษะที่จำเป็นสำหรับปี 2025 ซึ่งประกอบด้วยทักษะ 4 กลุ่มหลักคือ ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem-solving) ทักษะการบริหารจัดการตัวเอง (Self-management) ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Working with people) และทักษะการใช้และการพัฒนาเทคโนโลยี (Technology use and development) ซึ่งทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) และทักษะการแก้ปัญหา (Problem-solving) เป็นทักษะอันดับต้น ๆ ที่ผู้บริหารเชื่อว่าจะเติบโตอย่างโดดเด่นในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งความสอดคล้องกับรายงานในปี 2016 แต่ทักษะที่มาใหม่ในปีนี้คือ ทักษะการบริหารจัดการตัวเอง (Self-management) เช่น การเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) การรับมือกับปัญหา อดทนต่อความกดดัน และการปรับตัว (Resilience, stress tolerance and flexibility):
กลุ่มที่ 1 ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem-solving): เป็นทักษะที่สำคัญในอนาคตเพราะการทำงานในอนาคตจะมีความยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นโลกยุคใหม่จึงต้องการพนักงานที่มีทักษะการคิดและตัดสินใจที่ดี รวมถึงสามารถคิดค้นวิธีใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาให้กับองค์กรได้ ทักษะเหล่านี้จึงเป็นทักษะจำเป็นที่พนักงานควรมีไม่ว่าจะทำงานอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ทักษะกลุ่มนี้คือ 1. ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์และทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม (Analytical thinking and innovation): 2. ทักษะการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน (Complex problem-solving) 3. ทักษะการคิดวิเคราะห์และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking and analysis) 4. ทักษะความคิดสร้างสรรค์และความคิดริเริ่ม (Creativity, originality and initiative) 5. ทักษะการสร้างไอเดีย ให้เหตุผล การแก้ไขปัญหา (Reasoning, problem-solving and ideation)
กลุ่มที่ 2 ทักษะการบริหารจัดการตัวเอง (Self-management): ทักษะในกลุ่มนี้เป็นทักษะที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในปีนี้ เพราะเมื่อองค์กรต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ่งที่องค์กรคาดหวังจากพนักงาน คือ พนักงานต้องสามารถรับมือกับปัญหาได้ สามารถจัดการกับอารมณ์และความกดดัน ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงรู้จักปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ทักษะเหล่านี้จึงเป็นทักษะที่พนักงานควรพัฒนาและฝึกฝนอยู่เสมอ ทักษะกลุ่มนี้คือ 6. ทักษะการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) 7. ทักษะการรับมือกับปัญหา อดทนต่อความกดดัน และการปรับตัว (Resilience, stress tolerance and flexibility)
กลุ่มที่ 3 ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Working with people): องค์กรต่าง ๆ ต้องการผู้นำที่มีอุดมการณ์และมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า ผู้นำยุคใหม่จึงต้องสามารถสร้างแรงบันดาลใจ สร้างสังคมการทำงานที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและมีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของทีมออกมา ทักษะกลุ่มนี้คือ 8. ทักษะการเป็นผู้นำและสร้างแรงบันดาลใจ (Leadership and social influence)
กลุ่มที่ 4 ทักษะการใช้และการพัฒนาเทคโนโลยี (Technology use and development): องค์กรเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น ทักษะการใช้เทคโนโลยี ตลอดจนเครื่องมือดิจิทัลและโปรแกรมใหม่ ๆ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ Data & AI, Cloud Computing, Digital Marketing & E-Commerce, Software Engineering หรือ Product Development นอกจากนี้ทักษะด้านการออกแบบและเขียนโปรแกรมก็จะยิ่งมีความต้องการมากขึ้นเช่นกันทักษะในกลุ่มนี้คือ 9. ทักษะการใช้ ดูแล และจัดการเทคโนโลยี (Technology use, monitoring and control) 10. ทักษะการออกแบบเทคโนโลยีและการเขียนโปรแกรม (Technology design and programming) การเปลี่ยนแปลงในอนาคตกำลังมาหาเราอย่างรวดเร็วการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ ไม่จำเป็นต้องกลัวมากเกินไป เพียงแค่อย่าหยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ปรับตัวและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงจะมาถึง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.weforum.org/agenda/2020/10/top-10-work-skills-of-tomorrow-how-long-it-takes-to-learn-them/
|
| | เคล็ดลับเพื่อชีวิตที่สมดุล ด้วยสูตร “8:8:8" เราทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่หลายคนมักบ่นว่าไม่มีเวลา! ทำงานไม่ทัน! มาบริการจัดการเวลาเพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิต เพราะชีวิตเราไม่ได้มีแต่งานเพียงอย่างเดียว มาแบ่งเวลาดูแลตัวเอง และคนที่เรารักด้วยสูตร “8:8:8” กัน สูตร “8:8:8” เกิดขึ้นมานานนับร้อยปีแล้ว ตั้งแต่สมัยปี ค.ศ.1810 โดยผู้ที่คิดค้นหลักการนี้ขึ้นมาก็คือ โรเบริ์ต โอเวน (Robert Owen) นักเศรษฐศาสตร์และนักปฏิรูปทางสังคมชาวอังกฤษ ซึ่งกลายมาเป็นมาตรฐานของการสร้างสมดุลให้กับชีวิตตลอดจนการแบ่งเวลาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาจนถึงปัจจุบัน สูตร “8:8:8” เป็นการแบ่งจำนวน 24 ชั่วโมงของ 1 วัน ออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กันคือ 8 ชั่วโมงแรก: อยู่กับงานให้เต็มที่ (Work Smart) เป็นช่วงเวลาที่เราใช้สำหรับการทำงาน ซึ่งในแต่ละวันเราควรตั้งเป้าหมายและจัดลำดับความสำคัญของงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและทำงานอย่างเต็มที่ แต่ก็ควรหาเวลาพักเบรกระหว่างทำงานด้วย เช่น 1 ชั่วโมง พัก 5 นาที ไปเข้าห้องน้ำ เดินเล่น ฟังเพลง เพื่อลดความเครียดในการทำงาน 8 ชั่วโมงที่สอง: ดูแลตัวเองและครอบครัว (Quality Time) เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ของตนเอง พูดคุยทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ออกกำลังกาย ออกไปท่องเที่ยว พบปะเพื่อฝูง หรือทำงานอดิเรก 8 ชั่วโมงที่สาม: พักผ่อนให้เพียงพอ (Live Well) เป็นช่วงเวลาสำหรับการพักผ่อนและการนอน เพราะสุขภาพคนเราจะดีได้ ต้องมีการนอนหลับให้เพียงพอไม่น้อยกว่า 7 – 8 ชั่วโมง การนอนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพดีทั้งในแง่ของการฟื้นฟูพละกำลัง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ โดยเฉพาะในเรื่องการทำงานของฮอร์โมนที่จะควบคุมการทำงานของร่างกาย และยังช่วยในแง่ของการเผาผลาญพลังงานที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับอีกด้วย สูตรการบริหารเวลา “8:8:8” จะช่วยให้เราจัดสรรเวลาในด้านต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถที่จะยืดหยุ่นเวลาได้ตามไลฟ์สไตล์ของเรา ซึ่งทางที่ดีที่สุดควรให้แต่ละด้านมีเวลาเท่า ๆ กัน และเมื่อเราจัดการเวลาได้ดีแล้ว ชีวิตของเราก็จะสมดุล |
| | 7 ทักษะสำคัญในการเป็นพนักงานขาย 91% ของยอดขายทั่วโลกทำผ่านโทรศัพท์ 80% ของรายได้บริษัทมาจากฝ่ายขาย ในแต่ละปีบริษัทมักสูญเสียลูกค้า 10%-30% มีเพียง 2% ของยอดขายที่เกิดขึ้นจากการเข้าพบผู้มุ่งหวังครั้งแรก 18% ของยอดขายมักล้มเหลวในขั้นตอนปิดการขาย 47% ของลูกค้าเคยซื้อผลิตภัณฑ์/บริการแม้ว่าพวกเขาจะได้รับบริการจากผู้ขายที่ไม่ดี 63% ของผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์/บริการจะไม่ซื้ออย่างน้อย 3 เดือน 20% ของผู้มุ่งหวังจะใช้เวลามากกว่า 1 ปีในการซื้อหลังจากการติดต่อครั้งแรก! มีเพียง 20% ของผู้มุ่งหวังที่ได้รับการโทรติดตาม ส่วนอีก 80% หายไป
7 ทักษะสำคัญในการเป็นพนักงานขาย 1. การเตรียมข้อมูลก่อนพบลูกค้า ก่อนที่จะเข้าพบลูกค้า เราจะต้องทำค้นหาข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับลูกค้า ธุรกิจของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ ที่หามาได้จัดทำเป็นแผนการดำเนินงานในการเข้าพบลูกค้า 2. การปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า/ผู้มุ่งหวัง การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าที่ดีจะสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้าให้อยู่กับเรา ลูกค้าที่รักเราเป็นเสมือนกระบอกเสียงด้านบวกให้กับสินค้า/บริการ เป็นการเพิ่มยอดขายให้กับองค์กร 3. การนำเสนอข้อมูลบริษัท การแนะนำตนเองและนำเสนอข้อมูลบริษัทให้ดูดี เป็นที่น่าจดจำ ย่อมทำให้ความรู้สึกของลูกค้านั้นเป็นบวก 4. การนำเสนอที่สร้างความเชื่อมั่น คล้อยตาม การนำเสนอที่ทำให้ลูกค้ารู้รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้า/การบริการ ผลประโยชน์ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่จะได้รับ เป็นการนำเสนอที่สามารถสร้างความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบ และสามารถเปลี่ยนภาพของเราจากพนักงานขายไปเป็นที่ปรึกษาที่นั่งในใจลูกค้าได้ 5. การเปิด-ปิดการขาย การเปิดการขายเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะถ้าเริ่มต้นไม่ดี ก็จบเห่ ฉะนั้น การเปิดการขายสำคัญพอ ๆ กับการปิดการขาย 6. การเล่าเรื่อง การเล่าเหมือนนิทานหรือนิยาย จะสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ฟังสนใจ และจดจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ดี การเล่าเรื่องเป็นอีกทักษะที่สำคัญเพื่อใช้ในการช่วยการนำเสนอเลยก็ว่าได้ 7. การท้าทายที่สูงขึ้น/ยากขึ้น พนักงานขายจำเป็นต้องมีความท้าทายที่สูงขึ้น/ยากขึ้น โดยตั้งจุดมุ่งหมายที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นแรงผลักดันไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ หลักสูตร : C0010 เทคนิคปิดการขายทันใจ กำไรทะลุเป้า (Sales Techniques) |
| | กฎ 10 นาที พรีเซนต์งานให้ปัง การพรีเซนต์งานเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะต่อให้คุณทำงานดีแค่ไหนแต่ไม่สามารถอธิบายหรือพรีเซนต์ให้หัวหน้าฟังหรือลูกค้ารู้ได้ว่าโปรเจคนี้เป็นอย่างไร ก็เป็นอันจบ! แต่จะดีแค่ไหน ถ้าคุณพรีเซนต์ออกมาอย่างมือโปร ได้ใจทั้งหัวหน้าและลูกค้า วันนี้ WISIMO มีเคล็บลับ “กฎ 10 นาที พรีเซนต์งานให้ปัง” มาฝากทุกคน มารู้จักกฎ “กฎ 10 นาที” กันก่อน เคยสังเกตรึเปล่า ว่าทุกครั้งที่นั่งประชุม หรือฟังการพรีเซนต์ คุณจะตั้งใจฟังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้แค่ระยะหนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หรือเริ่มอยากจะวาดรูปเล่น จากผลการวิจัยทางจิตวิทยา เรื่องระดับความสนใจของผู้ฟังกับระยะเวลาในการนำเสนอ ของ Antony Jay and Ros Jay ในปี 1996 ที่ได้ทำการศึกษาการนำเสนอที่ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 40 นาที พบว่าช่วงเวลา 10 นาทีแรก ความสนใจของผู้ฟังจะอยู่ในระดับที่สูง หลังจากนั้นระดับความสนใจจะลดลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งประมาณ 30 นาที ระดับความสนใจจะอยู่ในระดับต่ำสุด และจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อใกล้เวลา 5 นาทีสุดท้าย ซึ่งสอดคล้องกับ John Medina นักอณูชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่ได้อธิบายปรากฎการณ์นี้ ว่าเกิดจากนาฬิกาในร่างกายของเรา ที่กำหนดให้เรามีสมาธิเต็มที่ ได้ไม่เกิน 10 นาที จากนั้น ระดับความสนใจจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ผู้นำเสนอที่ดีจะต้องไม่ปล่อยให้กราฟความสนใจของผู้ฟังเกิดขึ้นแบบนี้ แต่จะต้องทำยังไง เพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังให้ได้ มาดูเทคนิคที่จะช่วยให้คุณใช้ 10 นาทีนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกัน 1. กำหนดวัตถุประสงค์และวิเคราะห์ก่อนการนำเสนอ ก่อนจะพรีเซนต์งานทุกครั้งคุณควรกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน วิเคราะห์เนื้อหาโดยการย่อยข้อมูลเป็นประเด็นสำคัญไม่เกิน 3 – 4 ประเด็น และวิเคราะห์ผู้ฟังเพื่อสร้างสื่อและวิธีนำเสนอที่เหมาะสม 2. วางโครงสร้างเนื้อหา การวางโครงสร้างเนื้อหาสามารถแบ่งอออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนเกริ่นนำ (Opening) ส่วนนี้มีความสำคัญอย่างมาก คุณจะต้องเปิดให้ดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้ฟังเชื่อถือในตัวคุณ ด้วยหลักการง่าย ๆ คือ เร้าอารมณ์ ตรงประเด็น เน้นติดตาม ส่วนเนื้อหา (Body) เป็นส่วนที่เหมาะสำหรับการนำเสนอรายละเอียดต่าง ๆ ให้ผู้ฟังได้ทราบ แต่คุณควรระมัดระวังไม่ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่าย และส่วนสรุป (Closing) ซึ่งถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณจะสร้างความจดจำ เน้นย้ำให้เห็นด้วย หรือสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับผู้ฟัง ในการวางโครงสร้างเนื้อหาคุณอาจนำเทคนิคการเล่าเรื่องมาใช้ร่วมด้วย เพราะการพรีเซนต์งานด้วยข้อมูลหนัก ๆ หรืออัดแน่นด้วยตัวเลขทางสถิติอาจทำให้คุณดูมีความรู้ มีการเตรียมการมาอย่างดี แต่จะไม่มีใครจำในสิ่งที่คุณพูดได้ ในทางกลับกันการบอกเล่าเรื่องราวโดยการสื่อด้วยน้ำเสียงที่เข้าถึงอารมณ์ด้วยการเล่าเรื่องหรือการยกตัวอย่างง่าย ๆ จะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพและจดจำได้ดีกว่า แต่ต้องเล่าให้สั้น กระชับ และตรงประเด็น ถ้าออกทะเลเมื่อไหร่ผู้ฟังก็อาจจะออกจากห้องไปด้วยเช่นกัน เมื่อคุณมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีเนื้อหาที่ย่อยข้อมูลเป็นประเด็นสำคัญไม่เกิน 3 – 4 ประเด็น มีวิเคราะห์ผู้ฟัง และมีการวางโครงสร้างเนื้อหาเรียบร้อยแล้ว ก็ลองนำ “กฎ 10 นาที” มาปรับใช้กับการ พรีเซนต์งานของคุณ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนไม่ควรพูดนานเกิน 10 นาที จากนั้นอาจเว้นด้วยการให้รับชมภาพประกอบ หรือวีดีโอ แล้วจึงนำเสนอเนื้อหาในส่วนถัดไป สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เป็นตัวช่วยให้คุณมีความกล้าพูดและพรีเซนท์งานไม่ติดขัดก็คือ “การซ้อมพูด” ไปก่อนนั่นเอง คนไหนที่ไม่มีความมั่นใจในการพูดต่อหัวหน้าหรือลูกค้า ลองซ้อมพูดหน้ากระจก หรือจำลองสถานการณ์ว่าตอนนี้คุณกำลังนำเสนองานอยู่ดู การเตรียมความพร้อมในการนำเสนอไปนั้น นอกจากจะช่วยให้คุณลดความประหม่าลงได้แล้ว ยังทำให้คุณแก้ไขเนื้อหาและสไตล์การพูดได้ดีมากขึ้นอีกด้วย และทั้งหมดนี้คือ “กฎ 10 นาที” ที่จะช่วยให้คุณพรีเซนต์งานให้ปัง
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้จากหลักสูตร : C65001 ทักษะการนำเสนอสู่ความสำเร็จ (Presentation Skills)
|
| | test2 ffff |
| | บริหารเวลาง่าย ๆ ด้วย “Eisenhower Box” รอบตัวในการทำงานนั้นมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย จนหลาย ๆ ครั้งเราแทบไม่รู้ว่าเราควรที่จะลงมือแก้ปัญหาจากจุดไหนก่อนดี เพราะหลายครั้งเราไม่มีเวลามากพอที่จะจัดการปัญหาทุกอย่างได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงมือจัดการปัญหาตามลำดับความสำคัญ เราขอนำเสนอเทคนิคการใช้ “Eisenhower Box” ซึ่งเครื่องมือนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการบริหารเวลาในการทำงานได้อีกด้วย Eisenhower Box หรือ Eisenhower Matrix เป็นแนวคิดของ Dwight D. Eisenhower ประธานาธิบดีคนที่ 34 ของสหรัฐอเมริกา ที่ทำเพื่อจัดเรียงลำดับความสำคัญของการทำงานผ่านตารางทั้ง 4 ช่อง ได้แก่ งานด่วนและสำคัญ, งานไม่ด่วนแต่สำคัญ, งานด่วนแต่ไม่สำคัญ ไปจนถึงงานที่ไม่ด่วนและไม่สำคัญ หัวใจหลักของการใช้ Eisenhower Box คือการแยกความหมายระหว่างด่วนกับสำคัญ ให้ออกเพื่อจะได้รู้ว่าหน้าที่ของเราที่ได้รับมอบหมายอยู่ควรจัดการอย่างไร ด่วน คือ สิ่งที่ต้องการความสนใจทันที ต้องใช้เวลาตัดสินใจสั้น สำคัญ คือ สิ่งที่ไม่ต้องรีบแต่ก็ต้องทำสักวันในอนาคต หรืองานที่อาศัยการวิเคราะห์และความละเอียด ทำแล้วมีผลระยะยาว รวมถึงเมื่อทำเสร็จเราจะรู้สึกประสบความสำเร็จ หวังว่า Eisenhower Box ที่นำมาฝากกัน จะช่วยให้คุณสามารถจัดการตารางเวลาการทำงานและวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดภาระ และเพิ่มเวลาในชีวิตได้เยอะเลยทีเดียว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://leventje.nl/eisenhower-matrix/ https://www.spica.com/blog/the-eisenhower-matrix
|
| | 5 วิธี เอาชนะ Monday Blues พรุ่งนี้วันจันทร์!!!
เกลียดวันจัทร์ หรือ Monday Blues เป็นอาการที่แค่นึกถึงวันจันทร์ก็ไม่สบายใจแล้ว มีหลายคนเป็นโรคนี้กันจนแทบจะกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมของหลายประเทศไปเลย โรคเกลียดวันจันทร์ ไม่ต้องบำบัด แต่ต้องหาวิธีรับมือ
มาดู 5 วิธีรับมือกับอาการนี้กันดีกว่า
1. รีบเคลียร์งานบ้าน คนทำงานส่วนใหญ่ มักทำงานบ้านวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ทางที่ดี ควรรีบเคลียร์งานบ้านให้เสร็จตั้งแต่วันเสาร์ จะได้ใช้เวลาพักผ่อนแบบเต็มที่ในวันอาทิตย์ ชาร์จพลังให้พร้อมกับมาทำงานอย่างเต็มที่
2. ใช้วันหยุดพักผ่อนให้คุ้มค่าที่สุด บางคนมักจะปล่อยวันหยุดไปกับการนอนตื่นสาย หรือปล่อยเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ แต่สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกคุ้มค่าในวันหยุดคือ การทำในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า น่าจดจำ น่าประทับใจ และมีความสุขไปกับสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราควรวางแผนวันหยุดของเราเอาไว้ ว่าจะทำอะไรบ้างในวันนั้น เช่น วางแผนการไปเที่ยวกับครอบครัว หรือเพื่อนๆ แต่ถ้าไม่อยากออกไปเสี่ยงภายนอกก็อาจจะนัดทานข้าว หรือหากิจกรรมสนุกๆ ทำร่วมกันภายในบ้านก็น่าสนใจค่ะ
3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในคืนวันอาทิตย์ การเข้านอนให้เร็วขึ้นในคืนวันอาทิตย์และนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เพราะหากได้พักผ่อนไม่กี่ชัวโมง แล้วต้องมาตื่นในขณะที่ร่างกายและสมองของคุณยังไม่พร้อม การเริ่มต้นวันจันทร์ของคุณอาจเต็มไปด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า หม่นหมอง อารมณ์ไม่ดี หรือขาดความกระตือรือร้นในการทำงานได้
4. ทำลิสต์สำหรับสัปดาห์ใหม่ที่จะมาถึง สาเหตุที่หลายคนรู้สึกไม่ชอบวันจันทร์อาจเพราะว่าอะไรหลาย ๆ อย่างดูเร่งรีบไปหมด จนทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบในการทำงาน โดยเฉพาะภาระงานที่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าคุณมีการวางแผนที่ดีจดสิ่งที่ต้องทำหรือเขียนแพลนเนอร์เอาไว้ ในแต่ละวันของสัปดาห์คุณต้องทำอะไรบ้าง หรือเคลียร์งานอะไรให้เสร็จ เขียนเดดไลน์ให้ชัดเจน จะช่วยให้คุณสามารถจัดระเบียบชีวิตได้ง่ายขึ้น
5. หาแรงบันดาลใจ ลองหาแรงบันดาลใจในที่ทำงาน จะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น และทำให้วันทำงานของคุณกลายเป็นวันดี ๆ
ทั้งหมดนี้คิอ 5 วิธีการรับมือกับอาการเกลียดวันจันทร์ที่อาจจะช่วยให้ความรู้สึกที่ไม่ชอบนั้นลดลงไปได้บ้าง
ขอบคุณที่มา : https://varnam.my/featured/2022/55788/five-things-to-do-to-get-your-sundays-prepped-for-monday/ |